หนองในในผู้หญิงและผู้ชาย: อาการ ตรวจและรักษา
หนองในอาจไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้หญิง รู้สัญญาณที่อวัยวะเพศ คอ และทวารหนัก วิธีเก็บตัวอย่าง การรักษา และการตรวจซ้ำ
Read in English
สารบัญ
อะไรคือหนองใน?
หนองในนั้น แบ่งออกตามชนิดของแบคทีเรียที่ติดเชื้อ โดยหนองในแท้นั้นจะมาจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria Gonorrhoeae และหนองในเทียม มาจากแบคทีเรียชื่อ Chlamydia Trachomatis ซึ่งหนองในเทียม จะมีความแตกต่างจากหนองในแท้ ตรงระยะฟักตัวของเชื้อที่นานกว่า หรือในบางคนที่ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงมากๆ แทบไม่ปรากฏอาการเลยเป็นเดือนๆ จึงทำให้รู้ตัวได้ยากว่าติดเชื้อเรียบร้อยแล้ว โรคนี้จึงมีความอันตราย และยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ง่ายขึ้นอีกด้วยติดหนองใน แล้วมีอาการแบบไหน
ผู้หญิง- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- รู้สึกแสบ และเจ็บเวลาปัสสาวะ
- ปวดช้ำบริเวณท้องน้อย
- เจ็บท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น
- มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด
- รู้สึกคัน และแสบร้อนบริเวณอวัยวะเพศ
- มีหนองไหลออกจากปลายองคชาติ
- หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเกิดการอักเสบ
- ปวดช้ำบริเวณลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง
- รู้สึกแสบ หรือเจ็บเวลาปัสสาวะ
- มีมูกใส หรือขุ่นไหลออกจากปลายองคชาติ
ติดหนองใน มีขั้นตอนการรักษาอย่างไร
หลายคนเข้าใจว่าการ ติดหนองใน พวกนี้อย่างไรก็สามารถหายไปได้เอง ซึ่งก็อาจจะใช่ แต่มันเป็นจำนวนน้อย ดังนั้น เมื่อคุณรู้ตัวว่าติดหนองใน ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางผู้มีความเชี่ยวชาญจะดีที่สุด โดยก่อนการรักษา แพทย์จำเป็นจะต้องซักประวัติความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อก่อน จากนั้นจึงจะทำการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งเพื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 วิธี คือ- การเก็บตัวอย่างเชื้อ (Swap Test) จะเป็นการใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ปลายองคชาติ หรือลำคอ นำไปตรวจหาเชื้อ
- การตรวจปัสสาวะ (Urine Test) จะเป็นการเก็บตัวอย่างปัสสาวะของผู้ติดเชื้อที่เป็นเพศชายไปตรวจ โดยผู้ตรวจจะต้องไม่ปัสสาวะเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เพราะถ้าหากเก็บปัสสาวะสดใหม่จะเป็นการชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกไป ทำให้ผลการตรวจไม่แม่นยำ
ติดหนองใน ไม่รักษาได้ หรือไม่
หากคุณติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้ หรือเทียม และคุณไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไปในแต่ละเพศ ดังนี้โรคแทรกซ้อนในเพศชาย
ต่อมลูกหมากติดเชื้อ หรืออันฑะอักเสบ- เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปที่ลูกอันฑะ หลอดเก็บน้ำอสุจิ และต่อมลูกหมาก ทำให้รู้สึกเป็นไข้ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดบวมบริเวณขาหนีบ เจ็บเวลาปัสสาวะ ผู้ป่วยหนองในบางรายอาจมีอาการลูกอัณฑะฝ่อ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอันเกิดความเสียหายในระยะยาว เข้าสู่ภาวะมีบุตรยาก และอาจทำให้เป็นหมันได้
- ทำให้เกิดภาวะที่ข้อต่อกระดูกตามร่างกายเกิดการอักเสบ ปวดข้อ ข้อติด ข้อบวม ขยับข้อต่อได้ไม่เต็มที่ รู้สึกเวียนศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักลดลง สูญเสียแรงบีบมือ แรงในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้หากไม่ได้รับการรักษา
- ทำให้เกิดอาการตาแดงบริเวณตาขาว หรือเปลือกตาด้านใน รู้สึกคันตา แสบตา ตาพร่ามัว เยื่อบุตาบวม ตาแฉะ หรือมีน้ำตาไหลผิดปกติ มีขี้ตาสีเหลืองที่เปลือกตา หรือขนตา มักจะเกิดขึ้นเฉพาะดวงตาด้านใดด้านหนึ่ง และค่อยแพร่เชื้อไปยังอีกข้าง
โรคแทรกซ้อนในเพศหญิง
โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ- เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายไปยังมดลูก และรังไข่ได้ ทำให้ปวดท้องน้อย หรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ ภาวะตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ปวดแสบขณะปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษาเชื้ออาจรุนแรงเพิ่มขึ้น จนลุกลามไปทำลายระบบสืบพันธุ์ได้ ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
- พบก้อนนูน หรือถุงน้ำขนาดเล็ก และไม่มีการอักเสบ หากไม่ได้สังเกต เนื่องจากไม่รู้สึกเจ็บ แต่จะรู้สึกได้หากขนาดเริ่มใหญ่ขึ้น ไม่สบายตัวเวลานั่ง หรือเดิน ทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดโรคร้ายอย่างมะเร็งตามมาได้
- เกิดอาการระคายเคือง รู้สึกคัน และมีตกขาวผิดปกติ ซึ่งมีสีเขียว เทา หรือสีขาว มีลักษณะเป็นน้ำ ฟอง หรือเป็นแผ่นๆ แสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นคาวปลา และเหม็นยิ่งขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์
- เกิดการอุดตันของท่อรังไข่จนเกิดอาการอักเสบ ปวดท้องน้อย ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง โดยเฉพาะตอนที่มีเพศสัมพันธ์ หรือตอนที่มีประจำเดือน มีเลือดออกทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอย ตกขาวมีสี และกลิ่นผิดปกติ และปัสสาวะบ่อย
ถุงยางอนามัยป้องกันหนองในได้
หนองใน สามารถป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้ มีข้อดีตรงที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ราคาไม่แพง และมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันหนองในได้มากถึง 90% ถุงยางอนามัยไม่มีผลข้างเคียงในการใช้งาน หากเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดอวัยวะเพศของตัวเอง และรู้จักวิธีการเก็บถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง การที่จะหลีกเลี่ยง ติดหนองใน ได้นั้น วิธีหนึ่งที่แนะนำให้กับทุกคน คือ หมั่นตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือหลังจากมีความเสี่ยงให้สันนิษฐานได้เลยว่าคุณมีโอกาสติดโรคใดโรคหนึ่ง ถ้าหากพบโรค จะได้รีบทำการรักษาเพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนของตัวเอง หากโรคนี้เกิดขึ้นกับคุณจริงๆ ก็มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยคิดไปเองว่าจะหายจากโรคได้ หรือไปหาเภสัชเพื่อซื้อยามาทานเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อการรักษาจริงๆ ได้ครับ อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ- ไม่พลาดทุกเรื่อง โรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์ จากสาเหตุ อาการ สู่การรักษา
- หนองในเทียม (Chlamydia) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ควรมองข้าม
สรุป
โรคหนองในอาจดูเหมือนเรื่องเล็กสำหรับหลายคน แต่แท้จริงแล้วเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชายและเพศหญิง และยังเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย การเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มมีอาการ เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด เพราะสามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ และการพูดคุยอย่างเปิดใจกับคู่นอนเกี่ยวกับความเสี่ยงและการป้องกัน เป็นกุญแจสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของหนองในในสังคม หากดูแลตนเองอย่างถูกวิธีและรับการรักษาทันท่วงที หนองในสามารถรักษาให้หายขาดได้ และคุณสามารถกลับมามีชีวิตทางเพศที่ปลอดภัยและมั่นใจได้อีกครั้ง
อ้างอิงข้อมูลจาก: ↪︎ โรคหนองใน (Gonorrhea) อาการ สาเหตุ การตรวจวินิจฉัย ↪︎ โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้: โรคหนองใน ↪︎ หนองในหายเองได้ไหม เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นได้ทั้งชายและหญิงหนองใน เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดได้ที่ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก และลำคอ ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการหรือมีอาการคล้ายกระเพาะปัสสาวะและช่องคลอดอักเสบ จึงไม่ควรรอให้มีหนองก่อนตรวจ
หนองในในผู้หญิงต่างจากการติดเชื้อช่องคลอดอย่างไร
อาการตกขาว ปัสสาวะแสบ หรือปวดท้องน้อยเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น คลามัยเดีย ช่องคลอดอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ การดูสีหรือกลิ่นตกขาวจึงวินิจฉัยไม่ได้ การตรวจ NAAT จากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งตามตำแหน่งช่วยแยกสาเหตุและอาจตรวจหนองในกับคลามัยเดียพร้อมกัน
หากปวดท้องน้อยมาก ไข้ อาเจียน ตั้งครรภ์ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรพบแพทย์เร็ว เพราะอาจมีอุ้งเชิงกรานอักเสบซึ่งต้องรักษาโดยไม่รอผลทุกอย่าง
หลังรักษาต้องทำอะไรต่อ
ใช้ยาครบตามคำสั่ง งดเพศสัมพันธ์เจ็ดวันหลังการรักษาและจนกว่าคู่จะได้รับการรักษาและอาการหาย แจ้งคู่นอนตามช่วงเวลาที่คลินิกแนะนำ และตรวจซ้ำประมาณสามเดือนเพราะการติดซ้ำพบได้บ่อย หากเป็นหนองในลำคอหรืออาการไม่หาย อาจต้องตรวจยืนยันการหายตามแผนเฉพาะ
คำถามที่พบบ่อย
หนองในผู้หญิงมีอาการอะไร?
อาจมีปัสสาวะแสบ ตกขาวเพิ่ม เลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือปวดท้องน้อย แต่ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีอาการ จึงควรตรวจตามประวัติความเสี่ยง
หนองในตรวจจากเลือดได้ไหม?
โดยทั่วไปตรวจเชื้อจากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งที่ช่องคลอด ปากมดลูก คอ หรือทวารหนักตามตำแหน่งสัมผัส การตรวจเลือดไม่ได้ใช้ยืนยันหนองในทั่วไป
รักษาหนองในแล้วมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร?
CDC แนะนำให้งดเจ็ดวันหลังการรักษา และจนกว่าคู่นอนจะได้รับการรักษาและอาการหาย เพื่อลดการส่งต่อและติดซ้ำ
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: CDC: About Gonorrhea · CDC: Next Steps after Gonorrhea or Chlamydia · Love2Test: ค้นหาคลินิก
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Gonorrhea เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


