Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

LOVE FOUNDATION FAQ

คำถามที่พบบ่อย

รวมคำถามเดิมครบทั้ง 26 ข้อ จัดหมวดใหม่ให้อ่านง่าย และปรับคำตอบตามข้อมูลสุขภาพปัจจุบัน

26 คำถาม · 4 หมวด

01 · 9 คำถาม

HIV พื้นฐานและการถ่ายทอด

ทำความเข้าใจว่า HIV ถ่ายทอดและไม่ถ่ายทอดอย่างไร รวมถึงความแตกต่างระหว่าง HIV กับเอดส์

01การกอด หรือจูบ ติดเอชไอวีได้ หรือไม่

การกอด จับมือ ใช้สิ่งของร่วมกัน และการจูบแบบปิดปากไม่ทำให้ติด HIV เพราะเชื้อไม่ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสทั่วไปหรือน้ำลาย การจูบแบบลึกมีความเสี่ยงน้อยมาก โดยจะต้องมีสถานการณ์ผิดปกติ เช่น ทั้งสองฝ่ายมีแผลเปิดหรือเลือดออกในปากและมีเลือดสัมผัสกัน

02การ Oral Sex เสี่ยงต่อการติดเอชไอวี หรือไม่

การทำ Oral sex มีความเสี่ยงต่อ HIV ต่ำมาก แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นศูนย์ ความเสี่ยงอาจเพิ่มเมื่อมีแผลในปาก เหงือกมีเลือดออก มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น หรือมีการหลั่งในปาก

Oral sex ยังสามารถถ่ายทอดซิฟิลิส หนองใน เริม HPV และไวรัสตับอักเสบบางชนิดได้ การใช้ถุงยางหรือแผ่นยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยง

03สรุป HIV ใช่เอดส์ หรือไม่

ไม่ใช่ HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนเอดส์เป็นระยะรุนแรงที่สุดของการติดเชื้อ HIV เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอมากหรือเกิดโรคฉวยโอกาส ปัจจุบันผู้มี HIV ที่เริ่มยาต้านไวรัสเร็วและกินยาสม่ำเสมอสามารถมีสุขภาพดีและไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระยะเอดส์

04กลืนน้ำอสุจิ เป็นอะไรไหม

ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการย่อยในกระเพาะอาหาร แต่เกิดระหว่างที่น้ำอสุจิสัมผัสเยื่อบุช่องปากหรือลำคอ ความเสี่ยง HIV จาก Oral sex ต่ำมาก แต่อาจเพิ่มเมื่อมีแผล เหงือกเลือดออก หรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และน้ำอสุจิอาจถ่ายทอด STI ชนิดอื่นได้ หากกังวลจากเหตุการณ์ภายใน 72 ชั่วโมง ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมิน PEP ทันที

05ใช้มีดโกนอันเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ HIV จะเสี่ยงหรือไม่

ไม่ควรใช้มีดโกนร่วมกัน เพราะอาจมีเลือดติดอยู่และทำให้เกิดแผล แม้ความเสี่ยง HIV จากสิ่งแวดล้อมจะต่ำกว่าการใช้เข็มร่วมกัน แต่หากมีเลือดสดเข้าสู่บาดแผลควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินทันที การไม่ใช้ของมีคมร่วมกันยังช่วยป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและซีด้วย

06CD4 คืออะไร

CD4 คือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ช่วยประสานการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน HIV จะเข้าไปทำลายเซลล์ชนิดนี้ การตรวจจำนวน CD4 ช่วยประเมินความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันและความเสี่ยงต่อโรคฉวยโอกาส แต่การดูแล HIV ยังต้องพิจารณาค่า Viral load สุขภาพโดยรวม และผลตรวจอื่นร่วมกัน

07CD4 เท่าไหร่ถึงเรียกว่าระดับน่าเป็นห่วง

CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตรถือเป็นภาวะ HIV ระยะรุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อฉวยโอกาส อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอให้ CD4 ต่ำจึงเริ่มรักษา ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย HIV ควรเชื่อมต่อการรักษาและเริ่ม ART โดยเร็วตามคำแนะนำของแพทย์

08เอชไอวีและเอดส์แตกต่างกันอย่างไร

HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นไวรัสที่โจมตีเซลล์ CD4 ส่วน AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome) เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างมากหรือมีโรคฉวยโอกาสบางชนิด การมียาต้านไวรัสทำให้ HIV เป็นภาวะเรื้อรังที่ควบคุมได้ ผู้ที่รักษาจนมี Viral load ตรวจไม่พบจะไม่ถ่ายทอด HIV ผ่านเพศสัมพันธ์ตามหลัก U=U

09เอดส์สามารถติดจากการออรัลได้ไหม?

สิ่งที่ถ่ายทอดคือเชื้อ HIV ไม่ใช่ “เอดส์” ความเสี่ยง HIV จาก Oral sex ต่ำมากเมื่อเทียบกับเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือช่องคลอด แต่เพิ่มขึ้นได้เมื่อมีแผล เลือดออก หรือมีน้ำอสุจิสัมผัสปาก ควรคำนึงถึง STI อื่นที่ถ่ายทอดทาง Oral sex ได้ง่ายกว่า และใช้ถุงยางหรือแผ่นยางอนามัยเมื่อต้องการลดความเสี่ยง

02 · 8 คำถาม

การตรวจและผลตรวจ HIV

ชนิดการตรวจ Window Period ความหมายของผล และช่วงเวลาที่ควรตรวจซ้ำ

10Window period วินโดว์พีเรียด คืออะไร และนับอย่างไร

Window Period คือช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์ที่อาจได้รับเชื้อกับวันที่การตรวจชนิดนั้นสามารถตรวจพบได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้นับจากเหตุการณ์เสี่ยงครั้งล่าสุด ระยะเวลาขึ้นกับชนิดการตรวจ: NAT โดยทั่วไป 10–33 วัน, การตรวจ Ag/Ab จากเลือดดำ 18–45 วัน, การตรวจ Ag/Ab แบบรวดเร็ว 18–90 วัน และการตรวจ Antibody 23–90 วัน

หากตรวจเป็นลบก่อนพ้นช่วงดังกล่าว ควรตรวจซ้ำตามคำแนะนำของสถานพยาบาล การใช้ PrEP หรือ PEP อาจมีผลต่อแผนการตรวจ จึงควรแจ้งผู้ให้บริการทุกครั้ง

11วิธีการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV มีกี่วิธี

การตรวจ HIV หลักมี 3 ประเภท ได้แก่ (1) Antibody test ตรวจภูมิคุ้มกันต่อ HIV (2) Antigen/Antibody test ตรวจทั้งแอนติเจน p24 และแอนติบอดี และ (3) Nucleic Acid Test หรือ NAT ตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง การตรวจ PCR สำหรับ HIV จัดอยู่ในกลุ่มการตรวจสารพันธุกรรม ไม่ใช่ประเภทแยกจาก NAT

ผู้ให้บริการจะเลือกชนิดการตรวจตามระยะเวลาหลังความเสี่ยง อาการ และประวัติการใช้ PrEP/PEP

12ใครบ้างที่ควรตรวจเลือดดูการติดเชื้อเอชไอวี

ทุกคนควรเคยตรวจ HIV อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และควรตรวจซ้ำเมื่อมีโอกาสได้รับเชื้อ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางหรือไม่ได้รับการป้องกันด้วยยา มีคู่นอนหลายคน มี STI ใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน มีคู่นอนที่ยังไม่ทราบสถานะ หรือเพียงรู้สึกกังวล ผู้ที่มีโอกาสได้รับเชื้อต่อเนื่องควรปรึกษาผู้ให้บริการเรื่องความถี่และ PrEP

13ผลการตรวจหาเชื้อ HIV = Non Reactive คืออะไร

Non-reactive หมายถึงการตรวจครั้งนั้นไม่พบตัวบ่งชี้ HIV ตามเกณฑ์ของชุดตรวจ แต่ต้องแปลผลร่วมกับวันที่เสี่ยงและชนิดการตรวจ หากยังอยู่ใน Window Period ผลลบอาจยังไม่ตัดการติดเชื้อ ควรตรวจซ้ำเมื่อพ้นช่วงเวลาที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใหม่ระหว่างรอ

14ควรตรวจเลือดบ่อยแค่ไหน

ความถี่ขึ้นกับโอกาสได้รับเชื้อ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องมักได้รับคำแนะนำให้ตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง และบางคนอาจเหมาะกับทุก 3–6 เดือน ผู้ใช้ PrEP ต้องตรวจตามนัดของคลินิก หากมีเหตุการณ์เสี่ยงใหม่หรือมีอาการของ STI ไม่ควรรอรอบตรวจประจำ

15Window Period คืออะไร

เป็นช่วงหลังอาจได้รับเชื้อที่การตรวจยังไม่สามารถตรวจพบได้ทันที ไม่ได้มีระยะเดียวสำหรับทุกชุดตรวจ NAT มักตรวจพบได้เร็วที่สุด ตามด้วย Ag/Ab จากเลือดดำ และ Antibody test ควรถามสถานพยาบาลว่าคุณได้รับการตรวจชนิดใดและควรตรวจซ้ำวันไหน

16ตรวจแบบ Anti-HIV กับ NAT แบบไหนแม่นยำกว่ากัน

ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน NAT ตรวจสารพันธุกรรมและตรวจพบการติดเชื้อระยะแรกได้เร็วกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ได้ใช้เป็นการคัดกรองทั่วไปทุกกรณี การตรวจ Ag/Ab หรือ Antibody มีความแม่นยำสูงเมื่อทำหลังพ้น Window Period การเลือกตรวจควรอิงช่วงเวลาหลังความเสี่ยงและคำแนะนำของผู้ให้บริการ

17ค่าใช้จ่ายในการตรวจเอชไอวีราคาเท่าไหร่

ค่าตรวจแตกต่างตามสิทธิสุขภาพ สถานบริการ และชนิดการตรวจ หลายสถานพยาบาลของรัฐและโครงการชุมชนมีบริการฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายต่ำ ส่วนบริการเอกชนอาจมีราคาแตกต่างกัน ควรสอบถามราคาและชนิดการตรวจก่อนรับบริการ หรือค้นหาคลินิกผ่าน Love2Test

03 · 6 คำถาม

การป้องกันและการรักษา

PrEP, PEP, ยาต้านไวรัส ผลข้างเคียง และการดูแลหลังทราบผล

18เพร็พ PrEP คืออะไร

PrEP คือยาป้องกัน HIV ก่อนสัมผัสเชื้อสำหรับผู้ที่ยังไม่มี HIV มีทั้งรูปแบบรับประทานและชนิดออกฤทธิ์นานในบางบริบท ก่อนเริ่มต้องตรวจ HIV และประเมินสุขภาพที่เกี่ยวข้อง พร้อมมาติดตามตามนัด PrEP ป้องกัน HIV ได้ดีมากเมื่อใช้อย่างถูกต้อง แต่ไม่ป้องกัน STI ชนิดอื่นหรือการตั้งครรภ์

19PEP คืออะไร

PEP คือยาต้านไวรัสสำหรับใช้หลังเหตุการณ์ที่อาจได้รับเชื้อ HIV ต้องเริ่มเร็วที่สุดและไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยิ่งเริ่มเร็วโอกาสป้องกันยิ่งดี โดยทั่วไปต้องรับยาครบ 28 วันและตรวจติดตามตามแผนของสถานพยาบาล PEP เป็นกรณีฉุกเฉินและไม่ควรซื้อยากินเองโดยไม่มีการประเมิน

20ถ้าเลือดบวกทำอย่างไร

ผลคัดกรองที่เป็นบวกต้องได้รับการตรวจยืนยัน เมื่อยืนยันแล้วควรเชื่อมต่อคลินิก HIV และเริ่ม ART โดยเร็ว การรักษาช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน และเมื่อรักษาจนตรวจไม่พบเชื้ออย่างต่อเนื่องจะไม่ถ่ายทอด HIV ผ่านเพศสัมพันธ์

การขอความช่วยเหลือด้านจิตใจเป็นเรื่องปกติ คุณสามารถติดต่อทีมสุขภาพ องค์กรชุมชน หรือสายด่วน 1663 และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาด้วยตนเอง

21ยาต้านไวรัสเอชไอวีมีกี่ชนิด

ยาต้านไวรัสมีหลายกลุ่มตามจุดที่ยาขัดขวางวงจรชีวิตของ HIV เช่น NRTIs, NNRTIs, Protease inhibitors, Integrase inhibitors, Entry/Fusion inhibitors และยาผสมหลายกลุ่ม ปัจจุบันมักใช้ยาหลายชนิดร่วมกันในเม็ดเดียว แพทย์จะเลือกสูตรตามประวัติสุขภาพ ผลตรวจ ปฏิกิริยาระหว่างยา และความเหมาะสมของแต่ละคน

22ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี

ผลข้างเคียงแตกต่างตามสูตรยาและแต่ละคน อาการช่วงเริ่มต้นอาจมีคลื่นไส้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ท้องเสีย อ่อนเพลีย หรือนอนไม่หลับ และมักดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว หากอาการรุนแรง มีผื่น หายใจลำบาก ตัวเหลือง หรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรติดต่อคลินิกทันที ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงต่อการดื้อยา

23สวมถุงยางอนามัยสองชั้น ปลอดภัยกว่าสวมชั้นเดียวจริงหรือไม่

ไม่จริง การใช้ถุงยางภายนอกสองชั้นพร้อมกัน หรือใช้ถุงยางภายนอกร่วมกับถุงยางภายใน อาจเพิ่มการเสียดสีและทำให้แตกหรือเลื่อนได้ ควรใช้เพียงหนึ่งชิ้นให้ถูกวิธี ตรวจวันหมดอายุ และใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำหรือซิลิโคนที่เหมาะกับวัสดุของถุงยาง

04 · 3 คำถาม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ซิฟิลิส หูดหงอนไก่ หนองใน และการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

24ถ้าติดซิฟิลิสแล้วจะมีอาการอย่างไร

หลายคนไม่มีอาการหรือไม่ทันสังเกต ระยะแรกอาจมีแผลแข็งที่มักไม่เจ็บ ต่อมาอาจมีผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า ต่อมน้ำเหลืองโต หรือรอยโรคในบริเวณชื้น แล้วอาการอาจหายเข้าสู่ระยะแฝงได้ การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ การตรวจเลือดและรักษาโดยเร็วช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการถ่ายทอด

25ดูแลตัวเองระหว่างการรักษาหูดหงอนไก่อย่างไร

ใช้ยาหรือรับการรักษาตามแพทย์สั่ง ไม่แกะ เกา หรือตัดหูดเอง รักษาบริเวณให้สะอาดและแจ้งแพทย์หากปวด บวม มีเลือดออก หรือรอยโรคเพิ่มขึ้น ควรงดการสัมผัสทางเพศที่โดนรอยโรคจนกว่าจะได้รับคำแนะนำ เพราะถุงยางลดความเสี่ยงได้แต่ไม่ปิดผิวหนังทั้งหมด คู่นอนอาจต้องรับคำแนะนำเรื่องตรวจ STI และวัคซีน HPV

26ป้องกันตัวเองจากหนองในได้อย่างไร

ใช้ถุงยางหรือแผ่นยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก และปาก ตรวจคัดกรองตามตำแหน่งสัมผัสเมื่อมีความเสี่ยง และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเอง หากพบเชื้อต้องรับการรักษาให้ครบ แจ้งคู่นอนปัจจุบันและคู่นอนล่าสุดให้รับการประเมิน และงดเพศสัมพันธ์ตามระยะเวลาที่ผู้ให้บริการแนะนำเพื่อลดการติดซ้ำ

แหล่งข้อมูลทางการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ปรับปรุงคำตอบ

WHO · HIV and AIDSCDC · HIV TestingCDC · HIV TransmissionWHO · SyphilisWHO · Gonorrhoea

อ่านต่ออย่างตรงเรื่อง

ใช้คำตอบสั้น ๆ เป็นจุดเริ่มต้น

คำตอบในหน้านี้อธิบายหลักสำคัญแบบย่อ หากต้องการตัดสินใจเรื่องเวลาตรวจ การใช้ PrEP หรือ PEP การรักษา หรืออาการที่กำลังกังวล ควรเปิดคู่มือฉบับเต็มและปรึกษาบุคลากรสุขภาพเมื่อจำเป็น เพราะคำแนะนำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจ ช่วงเวลา ประวัติสุขภาพ และบริบทของแต่ละคน