Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

HIV PRE-EXPOSURE PROPHYLAXIS

PrEP: วางแผนป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ

PrEP คือยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ยังไม่มี HIV ใช้เพื่อป้องกันก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เมื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม ใช้ตามแผน และตรวจติดตามสม่ำเสมอ PrEP เป็นเครื่องมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงและช่วยให้วางแผนสุขภาพทางเพศได้อย่างมั่นใจ

ข้อมูลการใช้ PrEP เพื่อป้องกัน HIV

PrEP คืออะไร และทำงานอย่างไร

PrEP ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis หมายถึงการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV ก่อน มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ยาจะช่วยขัดขวางไม่ให้ HIV ตั้งหลักและเพิ่มจำนวนในร่างกาย PrEP ใช้สำหรับผู้ที่ผลตรวจยืนยันว่าไม่มี HIV และไม่ใช่ยารักษา HIV สำหรับผู้ที่ตรวจพบเชื้อ

เมื่อใช้ตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ PrEP ชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดสามารถลดโอกาสได้รับ HIV จากเพศสัมพันธ์ได้ประมาณ 99% ตามข้อมูล CDC ประสิทธิผลจริงขึ้นกับการใช้ตรงตามแผน การมาตามนัด และการยืนยันสถานะ HIV อย่างเหมาะสม หากหยุดยา ลืมยาบ่อย หรือฉีดไม่ตรงนัด ระดับการป้องกันอาจลดลง

ประเด็นสำคัญ: PrEP ป้องกัน HIV แต่ไม่รักษา HIV และไม่สามารถใช้แทน PEP หลังเหตุเสี่ยงที่เพิ่งเกิดขึ้น หากเหตุเกิดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมิน PEP ทันที

ใครควรพิจารณาใช้ PrEP

ทุกคนที่ยังไม่มี HIV และต้องการเพิ่มการป้องกันสามารถพูดคุยเรื่อง PrEP กับบุคลากรทางการแพทย์ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ตนเองถูกจัดว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยงสูง” ตัวอย่างสถานการณ์ที่ PrEP อาจมีประโยชน์ ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางทุกครั้ง มีคู่นอนที่ยังไม่ทราบสถานะ HIV มีคู่นอนหลายคน เคยใช้ PEP เคยได้รับการวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

คู่ที่มีสถานะ HIV ต่างกันอาจเลือกใช้ PrEP เพื่อความมั่นใจเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบผล viral load ล่าสุดของคู่ที่มี HIV หรือยังไม่กดไวรัสต่อเนื่อง หากคู่ที่มี HIV รักษาจนมี viral load ต่ำกว่า 200 copies/mL และรักษาระดับนั้นไว้ จะไม่ถ่ายทอด HIV ทางเพศสัมพันธ์ตามหลัก U=U แต่คู่ที่ไม่มี HIV ยังคงสามารถเลือก PrEP ได้ตามความสบายใจและบริบทของตนเอง

PrEP อาจเหมาะเมื่อมีโอกาสสัมผัส HIV ซ้ำ ต้องการการป้องกันที่ควบคุมได้ด้วยตนเอง หรืออยากเพิ่มความมั่นใจ
ควรประเมินวิธีอื่นร่วมด้วยถุงยาง การตรวจ HIV/STI วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี และการสื่อสารกับคู่นอน
สนใจเริ่ม PrEP? คุยกับสถานบริการใกล้คุณ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ หาสถานบริการ

ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเริ่ม PrEP

การยืนยันว่าไม่มี HIV เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะการใช้ยา PrEP เพียงบางชนิดในผู้ที่มี HIV แล้วอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาและเพิ่มโอกาสดื้อยา ผู้ให้บริการจะทบทวนวันที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อล่าสุด การใช้ PrEP หรือ PEP ก่อนหน้า และอาการที่อาจเข้ากับการติดเชื้อ HIV ระยะเฉียบพลัน หากผลตรวจไม่ชัดเจน อาจต้องตรวจเลือดเพิ่มเติมก่อนเริ่มยา

  • ตรวจ HIV: เลือกชนิดการตรวจตามระยะเวลาหลังเหตุและประวัติการใช้ยาต้านไวรัส
  • การทำงานของไต: จำเป็นสำหรับ PrEP ชนิดรับประทานบางสูตร และติดตามตามอายุหรือภาวะสุขภาพ
  • ไวรัสตับอักเสบบี: ยา PrEP รับประทานบางชนิดออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย จึงไม่ควรหยุดเองโดยไม่มีแผน
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: พิจารณาตรวจซิฟิลิส หนองใน และคลามัยเดียตามตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์
  • การตั้งครรภ์และยาอื่น: แจ้งแผนตั้งครรภ์ โรคประจำตัว และยาหรืออาหารเสริมทั้งหมด

รูปแบบการใช้และประสิทธิผล

PrEP มีทั้งชนิดรับประทานทุกวันและชนิดฉีดออกฤทธิ์นาน ตัวเลือกที่มีจริงขึ้นกับการขึ้นทะเบียน แนวทางของประเทศไทย และบริการของแต่ละสถานพยาบาล PrEP แบบรับประทานทุกวันมีข้อมูลรองรับในประชากรหลากหลาย ส่วนแบบฉีดต้องมาตามนัดตามกำหนดเพื่อรักษาระดับยา

การใช้แบบ 2-1-1 หรือ event-driven ใช้กับยาสูตร F/TDF และมีหลักฐานในชายเกย์และชายไบเซ็กชวลที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น CDC ระบุว่าเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้และไม่ได้แนะนำเป็นแนวทางทั่วไป วิธีนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่อาจได้รับ HIV ผ่านเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง หรือผู้ที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้า จึงต้องประเมินกับผู้เชี่ยวชาญตามแนวทางประเทศไทยและไม่ควรเริ่มเองจากข้อมูลออนไลน์

ตัวเลือกข้อเด่นสิ่งที่ต้องวางแผน
PrEP รับประทานทุกวันใช้ได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคาดเดาว่าจะมีเพศสัมพันธ์เมื่อใดรับประทานสม่ำเสมอ ตรวจ HIV และติดตามไตตามคำแนะนำ
PrEP ฉีดออกฤทธิ์นานลดภาระการรับประทานยาทุกวันมาตามนัดฉีดตรงเวลาและมีแผนเมื่อหยุดฉีด
2-1-1 ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ใช้สัมพันธ์กับเหตุที่วางแผนได้ต้องประเมินสูตรยา กลุ่มผู้ใช้ และแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย

การติดตามระหว่างใช้ PrEP

การติดตามไม่ใช่เพียงการรับยาเพิ่ม แต่เป็นระบบความปลอดภัย ผู้ให้บริการจะตรวจ HIV ตามกำหนด ประเมินการใช้ยา ผลข้างเคียง สุขภาพไต และความต้องการตรวจ STI ความถี่ขึ้นกับชนิด PrEP อายุ สุขภาพเดิม และแนวทางของคลินิก หากมีไข้ ผื่น เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโตหลังเหตุล่าสุด หรือสงสัยการติดเชื้อ HIV ควรแจ้งก่อนรับยารอบต่อไป

อาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ หรือไม่สบายท้องในช่วงเริ่มยาอาจพบได้และมักดีขึ้น แต่ไม่ควรหยุดยาเอง หากลืมยา ฉีดไม่ตรงนัด หรืออยากหยุด PrEP ให้ติดต่อผู้ให้บริการเพื่อประเมินว่าระดับการป้องกันยังเพียงพอหรือควรใช้วิธีเสริม ระยะเวลาที่ต้องใช้ยาต่อหลังเหตุสุดท้ายแตกต่างตามสูตรและลักษณะการสัมผัส

PrEP ไม่ได้ป้องกันอะไร

PrEP ไม่ป้องกันซิฟิลิส หนองใน คลามัยเดีย เริม HPV หรือการตั้งครรภ์ ถุงยางและสารหล่อลื่นยังมีบทบาทในการลดการติดเชื้อหลายชนิด การตรวจ STI ตามตำแหน่งสัมผัสช่วยค้นหาโรคที่ไม่มีอาการ และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีกับ HPV อาจเหมาะกับบางคน

PrEP ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุในการตีตราหรือคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้ การเลือก PrEP คือการดูแลสุขภาพเชิงรุก เช่นเดียวกับการใช้วัคซีนหรือการตรวจสุขภาพ การตัดสินใจที่ดีควรตั้งอยู่บนเป้าหมายของผู้รับบริการ ความเป็นส่วนตัว และการเข้าถึงที่ไม่เลือกปฏิบัติ

ค้นหาคลินิก PrEP และตรวจ HIV

ค้นหาสถานบริการ PrEP ที่เหมาะกับคุณ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ดูบริการ PrEP

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PrEP

เริ่ม PrEP วันนี้แล้วป้องกันทันทีหรือไม่

ไม่เสมอไป ระยะเวลาที่ระดับยาป้องกันเพียงพอแตกต่างตามสูตรและตำแหน่งสัมผัส ควรถามผู้ให้บริการว่าต้องใช้วิธีเสริมถึงเมื่อใด

กิน PrEP แล้วผลตรวจ HIV จะเป็นบวกหรือไม่

PrEP ไม่ทำให้ผลตรวจเป็นบวก แต่ยาต้านไวรัสอาจมีผลต่อรูปแบบการตรวจในการติดเชื้อระยะแรก จึงต้องแจ้งประวัติการใช้ PrEP/PEP และตรวจตามแนวทาง

หยุด PrEP เองได้หรือไม่

ควรวางแผนหยุดกับผู้ให้บริการ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุสัมผัสล่าสุด มีไวรัสตับอักเสบบี หรือใช้ชนิดฉีดออกฤทธิ์นาน

ทำให้ PrEP ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

PrEP ได้ผลดีมากเมื่อใช้ตามแผนที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ แต่แผนที่เหมาะกับแต่ละคนอาจต่างกันตามชนิดยา รูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ สุขภาพไต ไวรัสตับอักเสบบี การตั้งครรภ์ และความถี่ที่ต้องการป้องกัน จึงไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนจากการกินทุกวันเป็นกินตามเหตุการณ์ด้วยตนเอง หากต้องการเปลี่ยนแผน ให้บอกวันที่ใช้ยาครั้งล่าสุดและวันที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ให้บริการอธิบายช่วงเริ่มออกฤทธิ์และช่วงที่ต้องกินต่อหลังความเสี่ยงได้ถูกต้อง

ก่อนเริ่มและระหว่างใช้ PrEP ต้องตรวจ HIV ตามกำหนด เพราะ PrEP ใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่มี HIV การประเมินมักรวมการทำงานของไต การตรวจไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามจุดสัมผัส การนัดติดตามไม่ใช่เพียงมารับยา แต่เป็นโอกาสทบทวนผลข้างเคียง ยาอื่นที่ใช้อยู่ การลืมยา สุขภาพใจ และวิธีป้องกันอื่น เช่น ถุงยางและสารหล่อลื่น

หากลืมยา ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเอง ให้ทำตามคำแนะนำของคลินิกหรือฉลากยาสำหรับสูตรที่คุณใช้ หากหยุดยาไปแล้วและเพิ่งมีเหตุเสี่ยงภายใน 72 ชั่วโมง ให้รีบติดต่อบริการเพื่อประเมิน PEP แทน อย่ารอผลตรวจหรืออาการก่อน เพราะ PEP ต้องเริ่มเร็วที่สุด หลังจบ PEP ผู้ให้บริการสามารถวางแผนเปลี่ยนต่อเป็น PrEP ได้โดยไม่เกิดช่องว่างในการป้องกัน

การมีผลตรวจ STI หรือการขอ PrEP ไม่ได้บอกคุณค่าหรือความรับผิดชอบของใคร การคุยอย่างตรงไปตรงมาเรื่องค่าใช้จ่าย เวลางาน ความเป็นส่วนตัว และวิธีจำยา ช่วยให้คลินิกเลือกทางเลือกที่ใช้ได้จริง ตั้งนาฬิกา ผูกเวลากินยากับกิจวัตร เก็บยาในที่ปลอดภัย และนัดเติมยาก่อนหมด ล้วนช่วยให้การป้องกันต่อเนื่องขึ้นได้

  • ตรวจ HIV ก่อนเริ่มและตามนัดทุกครั้ง
  • แจ้งโรคไต ไวรัสตับอักเสบบี การตั้งครรภ์ และยาหรืออาหารเสริมที่ใช้อยู่
  • ถามให้ชัดว่าสูตรของคุณต้องเริ่มก่อนเสี่ยงและกินต่อหลังเสี่ยงนานเท่าใด
  • หากมีเหตุเสี่ยงหลังหยุดยา ให้ขอประเมิน PEP ภายใน 72 ชั่วโมง
ประเด็นสำคัญ: PrEP ป้องกัน HIV แต่ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือการตั้งครรภ์ จึงอาจใช้ร่วมกับถุงยาง การตรวจ STI และวิธีคุมกำเนิดตามความต้องการ

แหล่งอ้างอิงทางการ

  1. CDC HIV Nexus: Clinical Guidance for PrEP
  2. WHO: Pre-exposure prophylaxis (PrEP)
  3. CDC: Preventing HIV
  4. Love2Test: ค้นหาคลินิก

เรียนรู้หัวข้อต่อไป

จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี