Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

HIV TESTING

ตรวจ HIV เมื่อไหร่ดี และควรเลือกการตรวจแบบไหน?

การตรวจเป็นทางเดียวที่บอกได้แน่ ๆ ว่าคุณติดเชื้อ HIV หรือไม่ ถ้าคุณเข้าใจว่ามีการตรวจแบบไหนบ้าง และรู้ว่าควรตรวจตอนไหน คุณก็จะเลือกเวลาตรวจได้ถูก คลายกังวลได้เร็ว และวางแผนป้องกันหรือรักษาได้ทันเวลา

การตรวจ HIV รุ่นที่ 4

ชนิดการตรวจ HIV

การตรวจ HIV มีหลายแบบ แต่ละแบบมองหา "ร่องรอย" ของเชื้อคนละอย่างกัน บางแบบมองหาตัวไวรัสโดยตรง (สารพันธุกรรม) บางแบบมองหาโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่าแอนติเจน p24 และบางแบบมองหาแอนติบอดี ซึ่งเป็นภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นมาสู้กับเชื้อ การตรวจที่จับเชื้อได้เร็วตั้งแต่ช่วงแรก ๆ มักต้องตรวจในห้องแล็บ ส่วนชุดตรวจเองที่บ้านสะดวกและเป็นส่วนตัว แต่ถ้าเพิ่งเสี่ยงมาไม่นานอาจยังตรวจไม่เจอ

NAT ตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง พบเชื้อได้เร็วที่สุด ใช้เมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น
รุ่นที่ 4 ตรวจ p24 และแอนติบอดี เป็นการตรวจมาตรฐานที่ช่วยลดช่วงรอ
Antibody ตรวจแอนติบอดี พบในชุดตรวจเร็วและชุดตรวจด้วยตนเองหลายชนิด
เลือกชนิดการตรวจตามช่วงเวลาหลังเสี่ยง ยิ่งตรวจเป้าหมายที่ปรากฏเร็วยิ่งพบการติดเชื้อได้ไว
ค้นหาคลินิกที่ตรงกับคุณ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ เลือกสถานบริการ

Window Period คืออะไร

ระยะหน้าต่างของการตรวจ (Window Period) คือช่วงหลังได้รับเชื้อที่การตรวจอาจยังไม่พบตัวบ่งชี้ของ HIV แม้จะมีการติดเชื้อแล้ว คำนี้ต่างจาก “ระยะฟักตัว” ซึ่งหมายถึงช่วงตั้งแต่ติดเชื้อจนเริ่มมีอาการ ระยะหน้าต่างสั้นหรือยาวต่างกันตามชนิดการตรวจ และไม่มีการตรวจใดตรวจพบ HIV ได้ทันทีหลังเหตุสัมผัส

1

NAT · การตรวจสารพันธุกรรม

ตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส มักตรวจพบได้ราว 10–33 วันหลังเหตุสัมผัส และใช้เมื่อบุคลากรสุขภาพเห็นว่าจำเป็น

2

Antigen/Antibody รุ่นที่ 4

การตรวจในห้องปฏิบัติการจากเลือดดำมักตรวจพบได้ราว 18–45 วัน ส่วนการตรวจเร็วจากเลือดปลายนิ้วอาจใช้เวลาราว 18–90 วัน

3

Antibody

ตรวจแอนติบอดีอย่างเดียว มักตรวจพบได้ราว 23–90 วัน และพบในชุดตรวจเร็วหรือชุดตรวจด้วยตนเองหลายชนิด

ไม่มีการตรวจใดตรวจพบได้ทันทีหลังสัมผัสเชื้อ ต้องรอให้พ้นช่วง Window Period ก่อนผลจึงเชื่อถือได้

ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นค่าประมาณและอาจเปลี่ยนได้ตามชนิดชุดตรวจ ตัวอย่างที่ใช้ และประวัติการใช้ PrEP หรือ PEP หากผลเป็นลบแต่ตรวจเร็วเกินไป บุคลากรสุขภาพอาจนัดตรวจซ้ำ โดยให้นับเวลาจากเหตุสัมผัสครั้งล่าสุด หากมีเหตุสัมผัสครั้งใหม่ระหว่างรอ ต้องประเมินช่วงเวลาตรวจใหม่

เพิ่งมีเหตุสัมผัสที่กังวล? อย่ารอถึงวันตรวจ: หากเหตุเกิดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ติดต่อสถานพยาบาลทันทีเพื่อประเมิน PEP ซึ่งควรเริ่มให้เร็วที่สุด
การตรวจแต่ละชนิดเริ่มตรวจพบได้ต่างกัน
การตรวจแต่ละชนิดเริ่มตรวจพบได้ต่างกันผลลบเร็วเกินไปอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของคลินิก ส่วนผลคัดกรองบวกต้องตรวจยืนยันเสมอ

ช่วงเวลาเป็นค่าประมาณหลังการสัมผัสที่นำไปสู่การติดเชื้อ ยาต้านไวรัส เช่น PrEP หรือ PEP อาจมีผลต่อการแปลผลและแผนตรวจซ้ำ

  • 10–33 วัน: NAT ตรวจสารพันธุกรรมไวรัส
  • 18–45 วัน: Ag/Ab จากเลือดดำในห้องปฏิบัติการ
  • 18–90 วัน: Ag/Ab แบบรวดเร็วจากเลือดปลายนิ้ว
  • 23–90 วัน: การตรวจแอนติบอดี
แหล่งข้อมูลทางการ ↗

ผลลบ ผลบวก และผลที่อ่านไม่ได้

ผลลบหมายความว่าการตรวจชนิดนั้นยังไม่พบตัวบ่งชี้ของ HIV ณ เวลาที่ตรวจ แต่ยังสรุปไม่ได้หากตรวจอยู่ในระยะหน้าต่างหรือมีเหตุสัมผัสไม่นาน ส่วนผลบวกหรือผลมีปฏิกิริยาจากการตรวจคัดกรองยังไม่ใช่การวินิจฉัย ต้องตรวจยืนยันตามขั้นตอน หากชุดตรวจด้วยตนเองไม่มีแถบควบคุมหรืออ่านผลไม่ชัด ให้ถือว่าผลใช้ไม่ได้และตรวจใหม่

PrEP อาจเป็นตัวเลือกของคุณ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ สำรวจทางเลือก PrEP

เตรียมตัวก่อนตรวจ

บันทึกเหตุการณ์เสี่ยง จดวันที่และลักษณะของเหตุการณ์เสี่ยงครั้งล่าสุด

แจ้งยาที่ใช้ บอกผู้ให้บริการหากใช้ PrEP, PEP หรือยาต้านไวรัส

ถามชนิดการตรวจ สอบถามวิธีตรวจและเวลาที่ควรตรวจซ้ำ

เลือกสถานบริการที่ไว้ใจได้ เลือกที่รักษาความลับและให้คำปรึกษา

เตรียมแผนรับผล วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าผลจะเป็นแบบใด

ปกติแล้วไม่ต้องอดอาหารก่อนมาตรวจ การมาตรวจเร็ว ๆ มีแต่ได้ ถ้าผลบวกก็เข้าสู่การรักษาได้ทันที ถ้าผลลบก็ได้ทบทวนวิธีป้องกันตัวเองต่อไป

เข้าใจเทคโนโลยีตรวจ HIV แต่ละประเภท

การตรวจแต่ละแบบมองหาร่องรอยของเชื้อคนละอย่างกัน แบบแรกคือตรวจแอนติบอดี เป็นการดูว่าร่างกายสร้างภูมิมาสู้กับ HIV แล้วหรือยัง ชุดตรวจเร็วแบบเจาะปลายนิ้วและชุดตรวจเองที่บ้านส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ แบบที่สองคือตรวจแอนติเจน/แอนติบอดีในห้องแล็บ ตรวจทั้งภูมิและโปรตีนของไวรัสที่ชื่อ p24 จึงเจอเชื้อได้เร็วกว่า ส่วนแบบที่สามคือตรวจสารพันธุกรรม เป็นการมองหาตัวไวรัสตรง ๆ เจอเร็วที่สุดแต่ราคาแพง จึงใช้เฉพาะบางกรณี เช่น เพิ่งเสี่ยงมาแบบเสี่ยงสูง มีอาการเฉียบพลัน หรือผลตรวจก่อนหน้ายังไม่ชัด

จำง่าย ๆ ว่าการตรวจแต่ละรุ่น แต่ละวิธีเก็บตัวอย่าง จะเจอเชื้อได้เร็วช้าต่างกัน และชุดตรวจเองที่บ้านเป็นแค่การตรวจเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ถ้าผลบวกต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลเสมอ

  • เช็กวันหมดอายุของชุดตรวจก่อนใช้ทุกครั้ง
  • เก็บตัวอย่างตามคู่มือ และอ่านผลภายในเวลาที่กำหนด อย่าอ่านช้าหรือเร็วเกินไป
  • ดูให้แน่ใจว่าแถบควบคุมขึ้นทุกครั้ง เพราะเป็นตัวบอกว่าชุดตรวจใช้งานได้
  • ถ้าแถบควบคุมไม่ขึ้น อ่านผลไม่ออก หรืออ่านผิดเวลา ให้ถือว่าผลใช้ไม่ได้ ต้องตรวจใหม่หรือไปที่สถานบริการ

ระยะหน้าต่างของการตรวจ: เวลาแม่นยำกว่าอาการ

ระยะหน้าต่างของการตรวจ หรือ Window Period คือช่วงหลังได้รับเชื้อที่การตรวจบางวิธีอาจยังไม่พบตัวบ่งชี้ของ HIV คำนี้ต่างจาก “ระยะฟักตัว” ซึ่งหมายถึงช่วงตั้งแต่ติดเชื้อจนเริ่มมีอาการ ระยะหน้าต่างไม่เท่ากันในทุกคนและทุกวิธี เพราะแอนติเจน แอนติบอดี และสารพันธุกรรม (RNA) ของไวรัสตรวจพบได้ในเวลาต่างกัน หากใช้ PEP หรือ PrEP อยู่ ยาอาจมีผลต่อแผนการตรวจ จึงควรแจ้งบุคลากรสุขภาพว่าใช้ยาอะไรและเริ่มใช้เมื่อใด หากผลเป็นลบหลังเหตุสัมผัสไม่นาน อย่าเพิ่งสรุปว่าไม่มี HIV ให้ตรวจซ้ำตามช่วงเวลาของการตรวจแต่ละชนิด

ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำทุกวัน เพราะการตรวจหลายครั้งในช่วงที่ยังเร็วเกินไปไม่ได้ทำให้ผลเชื่อถือได้มากขึ้น ควรวางแผนตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะกับชนิดการตรวจและเหตุสัมผัสล่าสุด

  • ถ้าเพิ่งเสี่ยงมาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ขอ PEP ทันที ไม่ต้องรอให้ผลตรวจขึ้นบวกก่อน
  • ถ้ามีอาการคล้ายช่วงติดเชื้อใหม่ ๆ หลังเสี่ยง ให้โทรหาคลินิกและบอกว่าเสี่ยงมากี่วันแล้ว หมออาจตรวจสารพันธุกรรมเพิ่ม
  • ระหว่างรอตรวจ ให้ป้องกันตัวเองไว้เสมอ อย่าเดาเอาเองจากอาการว่าติดหรือไม่ติด

จากผลคัดกรองสู่การยืนยันการวินิจฉัย

ถ้าผลตรวจคัดกรอง (ตรวจครั้งแรก) ขึ้นว่าไม่พบเชื้อ ก็มักแปลว่าตรวจไม่เจอร่องรอยของเชื้อจริง ๆ แต่จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าตรวจถูกเวลาและตรวจถูกวิธีหรือเปล่า ส่วนถ้าผลขึ้นว่า "พบ" ห้ามด่วนสรุปว่าติดเชื้อ ต้องตรวจยืนยันซ้ำตามขั้นตอนก่อน เพราะบางครั้งก็เกิดผลบวกลวงได้ ให้ใช้ผลที่ยืนยันแล้วเท่านั้นในการตัดสินใจเรื่องการรักษาหรือการบอกคนอื่น และควรขอคำปรึกษาให้เร็ว ถ้าผลยืนยันออกมาเป็นลบหรือก้ำกึ่ง หมออาจตรวจเพิ่ม โดยเฉพาะการตรวจสารพันธุกรรม เพื่อแยกให้ชัดว่าเป็นการติดเชื้อใหม่ หรือแค่ปฏิกิริยาลวง

พอยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว มักมีการตรวจตัวอย่างซ้ำหรือยืนยันตัวตนอีกครั้งก่อนเริ่มการดูแล ขั้นตอนนี้ควรทำอย่างรวดเร็วและไม่มีการตัดสิน ส่วนค่า viral load และ CD4 ที่ตรวจตอนเริ่มต้น มีไว้เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป ไม่ได้เอาไว้ตัดสินว่าผลตรวจก่อนหน้า "บวกจริงหรือไม่" และถ้าผลตรวจหาย อ่านไม่ชัด หรือไม่มีคำอธิบาย ให้ขอใบรายงานที่บอกชัดว่าตรวจด้วยวิธีอะไรและต้องทำอะไรต่อ

เลือกบริการให้ตรงกับคำถามที่ต้องการตอบ

ที่ตรวจ HIV มีหลายแบบ ทั้งคลินิก องค์กรชุมชน หน่วยตรวจเคลื่อนที่ ร้านยา ห้องแล็บ และชุดตรวจเองที่บ้าน แต่ละที่เหมาะกับคนต่างกัน ถ้าคุณต้องใช้ใบรับรองผล มีอาการอยู่ กินยา PEP หรือ PrEP อยู่ กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าเพิ่งติดเชื้อใหม่ ๆ การไปตรวจที่คลินิกหรือห้องแล็บมักจะตอบโจทย์กว่า

อย่าลืมว่าการตรวจ HIV ไม่ได้ตรวจโรคอื่นให้อัตโนมัติ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบ หนองใน คลามัยเดีย หรือการตั้งครรภ์ ถ้าอยากตรวจด้วยต้องถามเจ้าหน้าที่ว่ารวมอะไรบ้าง การตรวจโรคติดต่อทางเพศบางอย่างอาจต้องเก็บตัวอย่างจากหลายจุด เช่น คอ ทวารหนัก อวัยวะเพศ ปัสสาวะ หรือเลือด การตรวจหลายอย่างพร้อมกันในครั้งเดียวช่วยให้ไม่พลาดและไม่ต้องเดินทางมาหลายรอบ แต่คุณมีสิทธิ์เลือกว่าจะตรวจอะไรบ้าง และข้อมูลของคุณจะถูกเก็บเป็นความลับ

  • เป็นส่วนตัวและเก็บข้อมูลเป็นความลับแค่ไหน
  • ค่าใช้จ่าย ระยะทาง และเวลาเปิด-ปิด
  • มีคนให้คำปรึกษา และมีบริการตรวจยืนยันหรือไม่
  • ช่วยส่งต่อเรื่อง PrEP, PEP หรือการรักษาให้ทันทีได้ไหม

จัดการความกังวลก่อนและหลังตรวจ

ความกังวลมักทำให้เราคอยจับผิดอาการตัวเอง รีบตรวจซ้ำทั้งที่ยังเร็วเกินไป หรือไม่กล้าเปิดดูผล ลองเปลี่ยนความไม่แน่ใจให้เป็นแผนที่เขียนไว้ชัด ๆ แทน จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ เล่าให้คนที่ไว้ใจฟังเมื่อคุณรู้สึกพร้อม และเลี่ยงข้อมูลออนไลน์ที่ไม่รู้ว่าพูดถึงการตรวจแบบไหนหรือช่วงเวลาไหน การหายใจช้า ๆ นอนให้พอ กินให้เป็นเวลา และไม่หมกมุ่นค้นหาข้อมูลซ้ำ ๆ จะช่วยให้ช่วงรอผลผ่านไปได้สบายขึ้น

ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ก็มีทางไปต่อเสมอ ถ้าผลลบ ก็ไปต่อด้วยการป้องกัน เช่น PrEP ถุงยาง วัคซีน และตรวจซ้ำตามเวลาที่เหมาะสม ถ้าผลตรวจครั้งแรกขึ้นว่าพบ ก็ไปต่อที่การตรวจยืนยัน และถ้ายืนยันว่าติดเชื้อจริง ก็เข้าสู่การรักษาที่ได้ผล จนถึงจุดที่กินยาแล้วกดไวรัสได้ ก็จะไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศให้ใคร (U=U) แต่ถ้าคุณกังวลหนักจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้รีบขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพใจหรือสายด่วนฉุกเฉินทันที

  • วันที่มีความเสี่ยง และวันที่เริ่มกิน PEP
  • วันที่ตรวจครั้งแรก และวันที่ต้องตรวจซ้ำครั้งสุดท้าย
  • เบอร์หรือช่องทางติดต่อเวลามีคำถาม

อ่านผลตรวจให้เข้าใจ ดูให้ครบทุกด้าน

การอ่านผลต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ทั้งชื่อการตรวจ ตัวอย่างที่ใช้ วันที่ตรวจ ค่ามาตรฐาน และผ่านมากี่วันหลังเหตุสัมผัส การตรวจคัดกรองมีไว้ "คัดคนที่อาจต้องตรวจต่อ" ถ้าผลคัดกรองขึ้นว่าพบ ก็ยังไม่ถือว่าจบ ต้องตรวจยืนยันอีกครั้ง ส่วนผลลบจะมั่นใจได้เมื่อเลือกวิธีตรวจถูกและพ้นระยะหน้าต่าง (window period) แล้ว ถ้าผลก้ำกึ่งก็ไม่ได้แปลว่าบวกหรือลบ แต่หมายความว่าต้องตรวจต่อให้ครบ

เก็บสำเนาผลสำคัญไว้ และถามหมอว่าค่าไหนใช้ดูแลอะไร เช่น HIV จะดู viral load (ปริมาณไวรัส) กับ CD4 (ระดับภูมิคุ้มกัน) ซึ่งบอกคนละเรื่อง ส่วนหนองในกับคลามัยเดีย ต้องเก็บตัวอย่างให้ตรงจุดที่สัมผัส เพราะตรวจปัสสาวะอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมคอหรือทวารหนัก หมอจะดูผลร่วมกับอาการและประวัติของคุณก่อนบอกวิธีรักษาหรือนัดครั้งต่อไป

แหล่งอ้างอิง

  1. CDC: HIV Testing
  2. WHO consolidated guidelines on HIV testing services
  3. กรมควบคุมโรค
  4. Love2Test: ค้นหาคลินิกตรวจ HIV
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี