ไขข้อสงสัย หูดข้าวสุก โรคติดเชื้อไวรัส อาการ การรักษา และการป้องกัน
หูดข้าวสุก เป็นโรคที่มาจากการติดเชื้อไวรัส Molluscum Contagiosum Virus ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ที่มี
Read in English
สารบัญ
หูดข้าวสุกเกิดจากอะไร?
สาเหตุของหูดข้าวสุกคือการได้รับเชื้อ Molluscum Contagiosum Virus ผ่านผิวหนัง โดยเชื้อสามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้ง่ายเมื่อมีการสัมผัสกับตุ่มหรือผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อโดยตรง นอกจากนี้ เชื้ออาจติดผ่านสิ่งของที่มีการปนเปื้อน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา หรือของใช้ส่วนตัว
ในผู้ใหญ่ หูดข้าวสุกบริเวณอวัยวะเพศ หน้าท้องส่วนล่าง ต้นขาด้านใน หรือรอบทวารหนัก อาจเกิดจากการสัมผัสทางเพศ อย่างไรก็ตาม หูดข้าวสุกไม่ได้จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทุกกรณี เพราะเด็กและผู้ใหญ่สามารถได้รับเชื้อจากการสัมผัสผิวหนังหรือของใช้ร่วมกันได้เช่นกัน
เชื้อยังสามารถกระจายจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งของร่างกายได้จากการเกา แกะ บีบ ถอนขน หรือโกนขนผ่านตุ่ม ซึ่งเรียกว่าการแพร่เชื้อด้วยตนเอง ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มโดยไม่จำเป็นจึงเป็นวิธีสำคัญในการลดการลุกลามของโรคหูดข้าวสุกมีอาการอย่างไร
หูดข้าวสุกจะไม่มีอาการป่วยผิดปกติจากภายในร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดหูดชนิดนี้ ไม่มีการเข้าสู่กระแสเลือดได้ ระยะเวลาในการฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 6 เดือน ก่อนที่ร่างกายผู้ป่วยจะมีอาการที่ชัดเจน โดยรอยหูดข้าวสุกที่พบได้บ่อย-
ลักษณะที่พบบ่อย ได้แก่
- ตุ่มกลมขนาดเล็ก สีเดียวกับผิว สีขาวมุก หรือสีชมพู
- ผิวตุ่มเรียบ เงา และค่อนข้างแน่น
- มีรอยบุ๋มเล็ก ๆ ตรงกลาง
- อาจขึ้นเพียงตุ่มเดียวหรือหลายตุ่มรวมกัน
- บางรายมีอาการคัน แดง หรืออักเสบรอบตุ่ม
- ตุ่มอาจมีขนาดใหญ่หรือกระจายจำนวนมากในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สาเหตุของโรคหูดข้าวสุก
หูดข้าวสุก เกิดจากเชื้อไวรัสมอลลัสคุม คอนทาจิโอซุม (Molluscum contagiosum virus) ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มพอกซ์ไวรัส (Poxvirus) สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ชื้น และอบอุ่น รวมถึงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะมีโอกาสเกิดโรคหูดข้าวสุกได้มากกว่า ซึ่งจะเกิดรอยโรคเฉพาะบริเวณผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น โดยสาเหตุหลักๆ จากการติดหูดข้าวสุกมาจากการสัมผัสเชื้อจากผู้ที่เป็นโรค ผ่านการสัมผัส หรือใช้สิ่งของที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส และการติดเชื้อเมื่อมีเพศสัมพันธ์หูดข้าวสุกติดต่อกันได้อย่างไร?
หูดข้าวสุกสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับตุ่มหรือสารภายในตุ่ม นอกจากนี้ยังอาจแพร่ผ่านสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์โกนขน หรืออุปกรณ์กีฬา
ช่องทางที่พบได้ ได้แก่
- สัมผัสตุ่มหูดข้าวสุกโดยตรง
- ใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- มีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสผิวหนังใกล้ชิดกับผู้ที่มีตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ
- เกา แกะ หรือบีบตุ่มแล้วสัมผัสผิวหนังบริเวณอื่น
- โกนขนผ่านบริเวณที่มีตุ่ม ทำให้เชื้อกระจายตามรอยถลอก
หูดข้าวสุกแตกต่างจากหูดหงอนไก่อย่างไร?
แม้ชื่อของทั้งสองโรคจะมีคำว่า “หูด” เหมือนกัน แต่เกิดจากไวรัสคนละชนิด หูดข้าวสุกเกิดจาก Molluscum Contagiosum Virus ส่วนหูดหงอนไก่เกิดจาก Human Papillomavirus หรือ HPV
| จุดเปรียบเทียบ | หูดข้าวสุก | หูดหงอนไก่ |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | Molluscum Contagiosum Virus | HPV |
| ลักษณะตุ่ม | กลม เรียบ มันวาว มีรอยบุ๋มกลาง | ผิวขรุขระ คล้ายดอกกะหล่ำ |
| อาการ | มักไม่เจ็บ แต่อาจคัน | อาจคัน ระคายเคือง หรือเลือดออก |
| ตำแหน่ง | พบได้ทั่วร่างกาย | มักพบรอบอวัยวะเพศและทวารหนัก |
| การหายเอง | หลายรายหายได้เอง | บางรายหายเอง แต่เชื้อ HPV อาจคงอยู่ |
| การติดต่อ | สัมผัสผิวหนังและของใช้ร่วมกัน | ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศ |
การวินิจฉัยหูดข้าวสุก
- แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และวินิจฉัยเบื้องต้น
- ตรวจวินิจฉัยรอยโรคทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อด้วยการขูดผิวหนัง ด้วยวิธีการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือการเก็บตัวอย่าง Biopsy
- กรณีที่พบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อหูดข้าวสุกบริเวณอวัยวะเพศ แพทย์จะทำการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันติดต่อ และลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
- แพทย์จะแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจร่วมด้วย เพื่อตรวจหาเชื้อ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากพบว่าติดโรคหูดข้าวสุก หรือโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหูดข้าวสุก
ผู้ที่เป็นโรคหูดข้าวสุกอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบรอยตุ่ม หรือผิวหนัง เช่น- อาการอักเสบที่เกิดจากการตุ่มหูดติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนโดยการเกา การแกะ การบีบ ทำให้เสี่ยงติดเชื้ออื่นๆ ได้ง่ายขึ้น
- หากมีรอยโรคบริเวณเปลือกตา อาจส่งผลให้เกิดเยื่อตาอักเสบ
- ผู้ป่วยโรคหูดข้าวสุกที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง อาจเกิดผื่นแดงมีอาการคันร่วมด้วย
การป้องกันโรคหูดข้าวสุก
หูดข้าวสุก สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อ ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันหูดข้าวสุกได้ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการหมั่นดูแลสุขอนามัยของร่างกายอย่างถูกวิธี ดังนั้นควรป้องกันด้วยวิธีการดังนี้- หลึกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผิวหนัง หรือรอยโรคของผู้ที่เป็นหูดข้าวสุก
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผล หรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- รักษาความสะอาดของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ
- ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสกับผู้อื่น
- ตรวจสุขภาพ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
วิธีรักษา หูดข้าวสุก
วิธีรักษาหูดข้าวสุก ส่วนใหญ่อาการของหูดข้าวสุกมักหายได้เองภายใน 6-12 เดือน ซึ่งการรักษาผู้ป่วยมีหลายวิธีโดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด อาจใช้เพียงวิธีเดียว หรือหลายวิธีร่วมกัน เช่น- การใช้ยาแต้มบริเวณตุ่มหูดข้าวสุก ที่มีส่วนผสมของกรด Salicylic Acid, Potassium Hydroxide, Benzoyl Peroxide, Hydrogen Peroxide
- การรักษาหูดข้าวสุกด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น Cimetidine
- การใช้ยาแต้มบริเวณตุ่มหูดข้าวสุกชนิดเจล หรือครีม ที่มีส่วนผสมของ Retinoids
- การจี้หูดข้าวสุกด้วยความเย็น (Cryotherapy / Cryosurgery)
- การรักษาหูดข้าวสุกด้วยเลเซอร์ (Pulsed Dye Laser Therapy)
- การรักษาหูดข้าวสุกด้วยการขูดเนื้อเยื่อ
- การรักษาหูดข้าวสุกด้วยกับการฉีดสารกระตุ้นภูมิ ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอการรักษา
อ่านบทความอื่นๆ
- หูด ไวรัส HPV ต้นเหตุสำคัญ รู้ทันอาการ วิธีการรักษา – การป้องกันตัวเอง
- โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร เรียนรู้ทุกเรื่องที่คุณควรรู้
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Molluscum Contagiosum เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


