หูดหงอนไก่: อาการ การตรวจ รักษาและป้องกัน
หูดหงอนไก่เกิดจาก HPV บางสายพันธุ์ รู้ลักษณะที่พบบ่อย โรคที่อาจคล้ายกัน ทางเลือกการรักษา การกลับเป็นซ้ำ และบทบาทของวัคซีน
Read in English
สารบัญ
อาการของ หูดหงอนไก่ เป็นอย่างไร?
หูดหงอนไก่มีอาการที่ขึ้นอยู่กับผู้ติดเชื้อ หากคุณมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง โรคก็จะไม่แสดงอาการใดๆ เลย ไปจนถึงมีติ่งเนื้อ ลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำขึ้นมักมีขนาดเล็ก แต่อาจโตเป็นก้อนใหญ่ได้อย่างชัดเจนตามบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ หรือบริเวณง่ามขา โดยที่ผู้ป่วยหนึ่งรายอาจพบรอยโรคในหลายๆ ตำแหน่งได้ ลักษณะของรอยโรคที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 3 กรณีหลักๆ คือ รอยโรคจะหายไปเอง รอยโรคจะอยู่เหมือนเดิม และรอยโรคจะขยายเพิ่มขึ้น ซึ่งขนาด และการเรียงตัวของหูดอาจแตกต่างกันไป ส่งผลให้ผู้ติดเชื้ออาจเกิดความสับสนเพราะมีอาการคล้ายกับโรคซิฟิลิส โรคหูดข้าวสุก หรือโรคผิวหนังชนิดอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่โรคหูดหงอนไก่จะไม่มีอาการเจ็บ หรือระคายเคืองแต่อย่างใด เว้นแต่ในผู้ป่วยส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีอาการคันอย่างรุนแรง แสบร้อน มีเลือดออกจากบริเวณแผลอาการของ หูดหงอนไก่ชาย กับ หูดหงอนไก่หญิง แตกต่างกันอย่างไร?
อาการของ หูดหงอนไก่ชาย และหญิง มีความคล้ายคลึงกัน โดยทั่วไปแล้ว อาการของหูดหงอนไก่ ได้แก่- ตุ่มเนื้อ ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อที่มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ มักมีขนาดเล็ก แต่อาจโตเป็นก้อนใหญ่ได้
- มีอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บบริเวณที่เป็นหูดหงอนไก่
- ในบางรายอาจพบเลือดออก หรือมีตกขาวผิดปกติ
ตารางสรุปความแตกต่างของ อาการหูดหงอนไก่ชาย และหญิง
| ลักษณะ | หูดหงอนไก่ชาย | หูดหงอนไก่หญิง |
|---|---|---|
| ตำแหน่งที่พบบ่อย | หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง หรือรูเปิดท่อปัสสาวะ | ปากช่องคลอด ปากมดลูก หรือทวารหนัก |
| อาการอื่นๆ | อาจพบเลือดออก หรือมีตกขาวผิดปกติ | อาจมีอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บบริเวณที่เป็นหูดหงอนไก่มากขึ้น ในช่วงมีประจำเดือน |
| ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน | ความเสี่ยงต่อภาวะลูกอัณฑะอักเสบ หรือโรคมะเร็งทวารหนัก | ความเสี่ยงต่อภาวะปากมดลูกอักเสบ หรือโรคมะเร็งปากมดลูก |
สาเหตุของ หูดหงอนไก่
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Human Papillomavirus หรือ HPV ซึ่งในปัจจุบันพบไวรัสชนิดนี้มากกว่า 200 สายพันธุ์ย่อย โดยเชื้อที่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่มากถึง 90% คือสายพันธ์ุ 6 และ 11 เมื่อร่างกายของผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัส HPV เข้าร่างกาย จะใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เดือนในการแบ่งตัวเข้าสู่เซลล์ชั้นล่างสุดของเยื่อบุ จนเกิดการเปลี่ยนรูปร่างเป็นติ่งเนื้องอกขึ้นมาให้เห็นได้ชัดเจน และโดยปกติแล้วผู้ที่เป็นโรคหูดหงอนไก่ประมาณร้อยละ 80% จะสามารถหายเองได้ภายใน 2 ปี แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ หรือส่วนน้อยของผู้ป่วยทั้งหมดที่ร่างกายจะเกิดเป็นรอยโรคเรื้อรังหูดหงอนไก่ มีความเสี่ยงมาจากพฤติกรรมใดบ้าง
- การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสโรคหูดหงอนไก่
- พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
- มีกิจกรรมทางเพศอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัย
- การติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกในระหว่างการคลอด
ตำแหน่งที่พบรอยโรคหูดหงอนไก่
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่มักขึ้นในบริเวณร่างกายที่มีเนื้อเยื่อเมือก เนื่องจากเป็นบริเวณที่อับชื้น และอุ่น ซึ่งผู้หญิงจะพบมากที่ปากช่องคลอด ปากมดลูก ผนังช่องคลอด ทวารหนัก รวมถึงบริเวณฝีเย็บ ส่วนในผู้ชายมักพบบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ รูเปิดท่อปัสสาวะ เส้นสองสลึง และบริเวณรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก และตำแหน่งที่พบรอยโรคในทารกที่ผ่านการคลอดทางช่องคลอดมารดาที่เป็นโรคหูดหงอนไก่ จะมีเป็นหูดหงอนไก่ที่หลอดลม อาจมีอาการเสียงแหบ และเกิดการอุดกั้นของกล่องเสียงได้การตรวจวินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่
การตรวจโรคหูดหงอนไก่ สามารถทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยแพทย์จะตรวจดูลักษณะของรอยโรคหูดหงอนไก่ หากแพทย์ไม่แน่ใจว่ารอยโรคนั้นเกิดจากหูดหงอนไก่ หรือไม่ แพทย์อาจทำการตัดชิ้นเนื้อรอยโรคส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัย วิธีตรวจโรคหูดหงอนไก่ มีดังนี้- การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจดูลักษณะของรอยโรคหูดหงอนไก่ โดยรอยโรคหูดหงอนไก่มักมีลักษณะเป็นตุ่มเนื้อ ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อที่มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ มักมีขนาดเล็ก แต่อาจโตเป็นก้อนใหญ่ได้
- การตรวจด้วยกรดอะซิติก แพทย์จะทากรดอะซิติกเจือจางบริเวณที่สงสัยว่าจะเป็นหูดหงอนไก่ หากรอยโรคเป็นหูดหงอนไก่ รอยโรคจะเปลี่ยนเป็นสีขาว
- การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ แพทย์อาจใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูรอยโรคหูดหงอนไก่เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
- การตรวจชิ้นเนื้อ แพทย์อาจทำการตัดชิ้นเนื้อรอยโรคส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัย นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมด้วยเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหูดหงอนไก่
ผู้ป่วยโรคหูดหงอนไก่มีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสในร่างกาย จะพัฒนาไปสู่การเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งบริเวณแคมใหญ่ มะเร็งในคอหอย โดยโรคแทรกซ้อนดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงกรณีเพศหญิงที่มีหูดหงอนไก่ขนาดใหญ่ระหว่างการตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้รอยแผลขัดขวางการคลอดจนแพทย์ต้องใช้วิธีการผ่าคลอดแทนวิธีรักษาหูดหงอนไก่
การรักษาโรคหูดหงอนไก่ สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาด และตำแหน่งของรอยโรคหูดหงอนไก่ โดยทั่วไปแล้ว การรักษาหูดหงอนไก่มักใช้ยาทา หรือยารับประทาน การรักษาหูดหงอนไก่สามารถช่วยลดระยะเวลา และความรุนแรงของอาการหูดหงอนไก่ได้ แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้หูดหงอนไก่กลับมาอีก นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้หูดหงอนไก่กลับมาอีก เช่น- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี
วิธีรักษาโรคหูดหงอนไก่ด้วยยา
การรักษาโรคหูดหงอนไก่ด้วยยามักใช้ยาทา หรือยารับประทาน ยาที่ใช้รักษาโรคหูดหงอนไก่ ได้แก่- ยาทา เช่น อิมิควิโมด (Imiquimod), โพโดฟิลอก (Podofilox), กรดไตรคลอโรอะเซติก (Trichloroacetic acid)
วิธีรักษาโรคหูดหงอนไก่ด้วยการผ่าตัด
การรักษาโรคหูดหงอนไก่ด้วยการผ่าตัดมักใช้ในกรณีที่ยาทา หรือยารับประทานไม่ได้ผล หรือในกรณีที่หูดหงอนไก่มีขนาดใหญ่ หรืออยู่บริเวณที่ยากต่อการรักษาด้วยยา การผ่าตัดรักษาโรคหูดหงอนไก่มีหลายวิธี เช่น- การจี้เย็น (Cryotherapy) เป็นการจี้หูดหงอนไก่ด้วยไนโตรเจนเหลว
- การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery) เป็นการจี้หูดหงอนไก่ด้วยไฟฟ้า
- การตัดด้วยใบมีด (Excision) เป็นการเลาะเอาหูดหงอนไก่ออกด้วยใบมีด
- การใช้เลเซอร์ (Laser therapy) เป็นการกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หูดหงอนไก่
หูดหงอนไก่รักษาเองได้ไหม?- การรักษาหูดหงอนไก่ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินรอยโรคก่อนว่าคุณเป็นโรคนี้จริง หรือไม่ หรือหากรู้แน่นอนแล้วว่าเป็นหูดหงอนไก่ เพราะเคยรักษามาก่อน ก็ไม่ควรนำยาเดิมที่เคยได้รับจากแพทย์มาใช้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อไม่ทำให้แผลเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้การรักษาไม่หายขาด และลุกลามใหญ่โตได้
- โรคหูดหงอนไก่ ยังไม่สามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อได้ เนื่องจาก
- หูดหงอนไก่ มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกภายในระยะเวลา 3-6 เดือนหลังจากทำการรักษาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจำนวนที่อาจเกิดซ้ำอยู่ที่ร้อยละ 40-60 เนื่องจากขั้นตอนการรักษาของผู้ติดเชื้อหูดหงอนไก่นั้นไม่สมบูรณ์ เช่น ตัวยาที่รักษาไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีภาวะร่างกายอ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ การติดเชื้อซ้ำจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางหรือวิธีป้องกันอื่นทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และไม่ระมัดระวังตัวเองมากพอ เป็นต้น
การป้องกันโรคหูดหงอนไก่
ปัจจุบันโรคหูดหงอนไก่ยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ 100% ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ จึงต้องหลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ด้วยวิธีเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ป้องกันโรคด้วยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้- การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ทางเพศร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการมีสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
- ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือมีคู่นอนหลายๆ คน
- หลีกเลี่ยงการมีสัมผัสกับผู้เป็นโรคหูดหงอนไก่
- รักษาความสะอาดบริเวณ ทวารหนัก อวัยวะเพศ มุมอับชื้นต่างๆ ภายในร่างกาย
- ตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อเป็นประจำ
- วัคซีน HPV การ์ดาซิล หรือเรียกชื่อทางการค้าว่า Gardasil 9 จะเป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี 9 สายพันธุ์ ประกอบไปด้วยสายพันธุ์ที่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 สามารถฉีดได้ทุกเพศทั้งหญิง และชาย ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี
- ป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก
การดูแลตนเองระหว่างการรักษาหูดหงอนไก่
- งดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ทำการรักษาหูดหงอนไก่
- เข้ารับการรักษาตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
- หมั่นรักษาสุขอนามัยร่างกาย และบริเวณที่พบรอยโรค
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอ
- ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการผิดปกติ หรือ มีอาการรุนแรงมากขึ้น
- ควรให้คู่นอนทำการตรวจรักษาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
อ่านบทความเกี่ยวกับ หูดหงอนไก่ เพิ่มเติมที่นี่
- เชื้อหูดหงอนไก่รักษาเองได้ หรือไม่?
- โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร รักษาหายไหม?
- โรคหูดข้าวสุก หนึ่งโรคติดต่อทางผิวหนัง
หูดหงอนไก่ คือก้อนหรือติ่งบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนักที่มักเกิดจาก HPV ชนิด 6 หรือ 11 ลักษณะอาจนูน แบน เป็นก้าน หรือรวมกันคล้ายดอกกะหล่ำ แต่ตุ่มทุกชนิดไม่ใช่หูด จึงไม่ควรรักษาจากภาพอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว
ตุ่มแบบไหนควรตรวจแทนการซื้อยาทาเอง
ควรตรวจเมื่อวินิจฉัยไม่แน่ใจ ตุ่มมีสีเข้ม แข็ง ติดแน่น เลือดออก เป็นแผล โตเร็ว ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ตั้งครรภ์ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ตุ่มมุกตามธรรมชาติ รูขุมขนอักเสบ หูดข้าวสุก เริม และผื่นซิฟิลิสระยะที่สองอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหูดหงอนไก่
ทางเลือกรักษามีทั้งยาที่ผู้ป่วยใช้เองตามใบสั่ง การจี้เย็น การใช้สารเคมี การจี้ไฟฟ้า หรือการตัดออก วิธีที่เหมาะขึ้นกับตำแหน่ง จำนวน ขนาด การตั้งครรภ์ ค่าใช้จ่าย และความต้องการ ไม่มีวิธีเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
คำถามที่พบบ่อย
หูดหงอนไก่หายเองได้ไหม?
หูดบางรายหายเอง บางรายคงอยู่หรือโตขึ้น การรอดูอาจเป็นทางเลือกเมื่อแพทย์ยืนยันการวินิจฉัยและไม่มีสัญญาณผิดปกติ
หูดหงอนไก่เป็นมะเร็งไหม?
HPV ชนิดที่ทำให้หูดส่วนใหญ่เป็นชนิดความเสี่ยงต่ำและต่างจากชนิดก่อมะเร็ง แต่การคัดกรองมะเร็งยังทำตามคำแนะนำตามอวัยวะและประวัติ
ฉีดวัคซีน HPV แล้วรักษาหูดที่มีอยู่ได้ไหม?
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อชนิดที่ครอบคลุมในอนาคต แต่ไม่ใช่ยารักษาหูดหรือกำจัดการติดเชื้อที่มีอยู่แล้ว
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: CDC: About Genital HPV Infection · CDC: Anogenital Warts Treatment Guidelines
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Genital HPV Infection เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- NCI: HPV and Cancer เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: Anogenital Warts—Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


