สร้างพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจที่ทุกคนต้องการ
Safe zone ในความสัมพันธ์คืออะไร ตั้งขอบเขต ความยินยอมและความเป็นส่วนตัวอย่างไร พร้อมสัญญาณควบคุมหรือความรุนแรงที่ควรขอความช่วยเหลือ
Read in English
สารบัญ
Safe zone ในความสัมพันธ์ต้องไม่ทะเลาะหรือปฏิเสธกันเลยไหม?
ไม่จำเป็น ความเห็นต่างเกิดได้ แต่ควรพูดคุยโดยไม่ข่มขู่ ดูหมิ่นหรือบังคับ สิทธิที่จะไม่พร้อม ปฏิเสธกิจกรรมหรือขอพักการสนทนายังต้องได้รับความเคารพ
คนรักขอรหัสโทรศัพท์หรือขู่เปิดเผยตัวตน ถือเป็นความใกล้ชิดเสมอไหม?
ไม่ใช่ การควบคุมช่องทางติดต่อ ติดตามตำแหน่งหรือขู่เปิดเผยอัตลักษณ์โดยไม่ยินยอมเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องมอบรหัสหรือยอมมีเพศสัมพันธ์เพื่อพิสูจน์ความรัก
เมื่อคุยตรง ๆ อาจทำให้ไม่ปลอดภัย ควรทำอย่างไร?
ให้ความปลอดภัยมาก่อน ไม่ต้องเผชิญหน้าลำพัง ใช้คนหรือบริการช่วยเหลือที่ไว้ใจได้และช่องทางที่ไม่ถูกติดตาม หากกำลังตกอยู่ในอันตรายให้ติดต่อบริการฉุกเฉินในพื้นที่ การวางแผนออกจากสถานการณ์ควรเหมาะกับข้อจำกัดของตน
แหล่งข้อมูลสำหรับคำตอบเหล่านี้
พื้นที่ปลอดภัย safe zone คืออะไร?
เราสามารถนิยามได้ว่าพื้นที่ปลอดภัย คือ พื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยจากสายตาคนภายนอก พื้นที่ที่ปราศจากการกล่าวโทษต่อว่าตัวเอง และเป็นพื้นที่ๆ เราสามารถรับฟังตัวเอง และเป็นตัวเองได้โดยปราศจากการตัดสินจากคนอื่นพื้นที่ปลอดภัย สำคัญอย่างไรกับเพศทางเลือก?
“การเปิดเผยตัวเองมันต้องแลกบางอย่างในชีวิตเขา ถ้าเขาเปิดเผยตัวเองว่าเป็น LGBT ต้องพบกับแรงต้าน คนไม่สนับสนุน หรือคนที่ไม่ชอบอัตลักษณ์ทางเพศแบบนี้ มันมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบเพราะเป็นกะเทย หรือเป็นเกย์ ก็มีผลต่อสภาพ บางที่ก็มีผลต่อการประเมิน ขั้นเงินเดือน ประเมินตำแหน่งหน้าที่การงาน” ครูเคท คทาวุธ ครั้งพิบูลย์ ให้สัมภาษณ์ผ่าน the matter (thematter.co/social/lgbt-inequality-with-krukath/48901) อ้างอิงจากโควทดังกล่าวจะพบว่าสังคมไทยให้การยอมรับ LGBT อย่างมีเงื่อนไข เพราะพวกเขาขาดความเข้าใจทั้งอัตลักษณ์ทางเพศ ที่หมายถึงการรับรู้ว่าตนเองต้องการเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง หรือต้องให้เพศสภาพภายนอกของตัวเองข้ามไปเป็นอีกเพศก็สามารถเป็นไปได้ และไม่เข้าใจเพศวิถี ที่หมายถึงรสนิยมความชอบ ความพึ่งพอใจทางเพศที่มีต่อบุคคลอื่น โดยที่ทั้งอัตลักษณ์ทางเพศสามารถสอดคล้องกับเพศวิถี หรือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปได้ เช่น เกิดมาเป็นผู้ชายทางเพศสภาพ แต่มีความรู้สึกสนใจเพศเดียวกัน หรือเกิดมาเป็นผู้ชายตามเพศสภาพ แต่ต้องการเปลี่ยนไปเป็นเพศสภาพแบบผู้หญิง โดยที่ยังมีความสนใจเพศตรงข้าม ทั้งหมดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ซ้ำร้ายไปมากกว่านั้น บางครั้งความไม่เข้าใจอาจจะประกอบขึ้นจากคนในครอบครัวของเราเอง ทำให้พื้นที่ปลอดภัยในสังคมไทยของเพศทางเลือกเองก็ดูจะน้อยลงเรื่อย ๆ โดยสังเกตได้จากข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ LGBTQNA+ ที่ถูกกระทำจากครอบครัวของพวกเขา เพราะพ่อแม่หลายคนคาดหวังว่าลูกจะต้องเป็น Mini me ของตัวเอง จนสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นการทำร้ายกันทั้งหมดทั้งทางตรง และทางอ้อม เมื่อสังคม และครอบครัวไม่เข้าใจสิ่งที่เพศทางเลือกเลือกที่จะเป็น ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนจะสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวเองได้ เราสามารถสบายใจได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกอบสร้างความรู้สึกปลอดภัยจากใคร เพราะตัวเราเองเป็นเซฟโซนให้กับตัวเองได้ หากจะให้สรุปแล้ว โดยเนื้อแท้ของพื้นที่ปลอดภัยต้องประกอบไปด้วย 3 สิ่งคือ- การเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในตัวตน มุมมอง และเนื้อแท้ของตัวเราเอง
- การไม่ตัดสิน ไม่ให้น้ำหนักว่าสิ่งที่ทำนั้นควรค่า หรือไม่ควรค่าอย่างไร เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลซึ่งบุคคลนั้นๆ ย่อมต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
- การรับฟัง เพราะหลายครั้งแล้วเรามีผู้พูดแต่ไม่มีผู้ฟัง ทั้งๆ ที่เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตเป็นได้ทั้งการเป็นผู้พูดที่ดี และผู้ฟังที่ดีไปพร้อมกันได้
ทำไมหลายคนถึงไม่สามารถมี พื้นที่ปลอดภัย safe zone เป็นของตัวเองได้?
เพราะสังคมของมนุษย์เราไม่ได้ประกอบขึ้นโดยมีเพียงแค่ตัวเราเองเป็นเอกเทศจากทุกสิ่ง เรามีผู้คนที่ห้อมล้อมเราตั้งแต่เกิดอย่างครอบครัว มีผู้คนที่มีมุมมองที่แตกต่าง และมองเราต่างออกไปจากความเข้าใจของตัวเราเองอย่างคนในสังคมชั้นอื่นๆ เช่น เพื่อนที่โรงเรียน คนที่มหาวิทยาลัย หัวหน้าที่ทำงาน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าทางอินเตอร์เน็ตที่เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับฟัง ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ตัดสิน และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจผู้อื่น หรือเขาอาจจะไม่เข้าใจแม้แต่ตัวเขาเองด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้วปัญหาในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยมันเกิดขึ้นเพราะความเข้าใจของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน ความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ก็มีไม่เหมือนกันการแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนจะยากที่สุดนี้ เริ่มแรกเราอาจจะเริ่มต้นด้วยการเข้าใจในความไม่เข้าใจของพวกเขา เพราะเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าปัญหาของเขาคือการเขาไม่เข้าใจความหลากหลาย ไม่เข้าใจว่าโลกไม่ได้มีแค่สีขาว หรือสีดำ เราก็จะไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับน้ำหนักของความเกลียดชังที่ตื้นเขินพวกนั้น การโอบรับความหลากหลายของผู้คนเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม เมื่อเราเข้าใจตนเองว่าเราเป็นเราที่ตรงไหน เราต้องการอะไร และเรากำลังทำอะไร เราเข้าใจครอบครัวไม่ว่าครอบครัวจะเข้าใจเราไปในรูปแบบไหน แต่ถ้าหากสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้รุกล้ำ หรือละเมิดที่เราเป็นเรา ก็ไม่น่าเป็นปัญหาแต่อย่างไรเพราะเราสามารถยอมรับตัวเองได้แล้ว ตลอดไปจนถึงสังคมที่หลายครั้งแล้วเขาไม่ได้สนใจเรามากขนาดนั้น เหมือนเวลาคุณขึ้นรถสาธารณะแล้วเจอคนแปลกหน้ามากมายแต่ถามว่าคุณสนใจคนทุกคนที่คุณเจอ หรือไม่ ก็ย่อมไม่ใช่ ให้คุณค่ากับคนที่ไม่เข้าใจเราน้อยลง ให้คุณค่ากับตัวเราเองที่เข้าใจทุกอย่างที่เราเป็นมากขึ้น เมื่อนั้น พื้นที่ปลอดภัย ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่นี่"พื้นที่ปลอดภัย ต้องรอใครสร้างไหม หรือเราก็สามารถเป็น safe zone ได้เอง"
- ธอส. หนุนความหลากหลาย LGBTQ+ กู้ร่วมซื้อบ้านได้ทุกเพศ
- ทำไม Pride Month ถึงสำคัญ
- ผับเลสเบี้ยนแห่งแรกในเกาหลีใต้ กับกระแสการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- WHO: Mental health—strengthening our response เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


