ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกัน HIV ได้ดีแค่ไหน

เพร็บ ป้องกันเอชไอวี

ยาเพร็พ (PrEP) หรือยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยง เริ่มเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเพศ ของสังคมยุคออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่มีอัตราการเปลี่ยนคู่นอนสูง เนื่องจากสามารถนัดเจอกันได้ง่าย ผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ จึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ง่าย

ยาเพร็พ (PrEP) ช่วยลดความเสี่ยง HIV ได้อย่างไร

เพร็พ หรือ PrEP ย่อมาจากคำว่า Pre-Exposure Prophylaxis เป็นสูตรยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยง โดยมีกลไกการทำงานที่จะเข้าไปยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่อาจเข้ามาในร่างกาย ทำให้ไวรัสฯ ไม่สามารถเจริญเติบโต และถูกกำจัดออกไปจากร่างกายได้ในที่สุด

ใครบ้างที่เหมาะจะใช้ยาเพร็พ

จงจำไว้ว่า ยาเพร็พ (PrEP) ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ยังไม่มีเชื้อไวรัสเอชไอวีเท่านั้น หากคุณเข้าข่ายความเสี่ยงต่อเชื้อดังต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอเข้ารับยาเพร็พทันที

  • ผู้ที่มีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้น
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่สวมถุงยางอนามัยบ่อยครั้ง
  • ผู้ที่มีคู่นอนผลเลือดต่าง
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
  • ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ
  • ผู้ที่เคยรับยาเป๊ป (PEP) บ่อยครั้ง
เพร็พป้องกันHIV-2

ยาเพร็พ ซื้อที่ไหน อยากได้ต้องทำอย่างไร

การจะเริ่มทานยาเพร็พได้นั้น คุณจำเป็นต้องติดต่อสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับใช้ยานี้ได้อย่างถูกต้อง ไม่สามารถหาซื้อยาชนิดนี้ตามร้านขายยา หรือช่องทางออนไลน์ เพราะก่อนการทานยาเพร็พจะต้องมีการตรวจเช็คสุขภาพโดยรวมเสียก่อน
ยาเพร็พควรทานก่อนมีความเสี่ยงประมาณ 7 วัน และทานต่อเนื่องทุกวัน เวลาเดียวกัน คล้าย ๆ กับยาคุมกำเนิดของผู้หญิง เพื่อให้ในร่างกายมีปริมาณยาอยู่จำนวนมากพอที่จะป้องกันเชื้อเอชไอวีได้ หรือใครที่สามารถกำหนดวันเวลาได้ว่าตนเองจะมีความเสี่ยงในช่วงไหน ก็สามารถทานยาเพร็พแบบ On-demand ได้ กล่าวคือ การทานยาตามความต้องการ โดยสูตรการทานแบบนี้คือ 2:1:1 ได้แก่ ทานยาเพร็พ 2 เม็ด 2-4 ชั่วโมงก่อนมีความเสี่ยง จากนั้นให้ทานยาอีก 1 เม็ดหลังมีเพศสัมพันธ์ 1 วัน และทานอีก 1 เม็ดหลังมีเพศสัมพันธ์ 2 วัน
หลังจากได้รับยาไปแล้วนั้น แพทย์จะนัดตรวจเลือดเพื่อติดตามผลที่ 1 เดือน และหลังจากนั้นจะนัดอีกทุก ๆ 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ติดเชื้อ ถ้าคุณไม่มีความเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้วก็สามารถหยุดยาได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ พร้อมกับตรวจเลือดเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของยาเพร็พ ก่อนทำการหยุดยา

ทานยาเพร็พแล้วทำไมถึงยังต้องใส่ถุงยางอนามัยล่ะ?

เนื่องจากประสิทธิภาพของยา ไม่สามารถป้องกันเชื้ออื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น โรคซิฟิลิส โรคหนองใน โรคแผลริมอ่อน โรคหูดหงอนไก่ โรคเริม เป็นต้น เราจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ถึงแม้ว่า ยาเพร็พจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่า 90% แต่ยังมีอีก 10 % ที่เราจำต้องรับความเสี่ยงจากคู่นอน ที่เราไม่รู้ว่ามีเชื้ออยู่หรือไม่ อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นการป้องกันสองชั้นด้วยเพร็พ+ถุงยางอนามัย ย่อมมีความปลอดภัยมากที่สุด

สรุปได้ว่า หากคุณทานยาเพร็พอย่างมีวินัย การป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีจะให้ประสิทธิภาพที่ดีและปลอดภัยอย่างแน่นอนครับ