จากตุ่มใสสู่แผลเจ็บ เริมที่จมูก มีอาการอย่างไร พร้อมวิธีรักษา และป้องกัน
เริมที่จมูก ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่หากติดแล้วจะเป็นไปตลอดชีวิต ซึ่งจะมีอาการเป็นแผลขึ้นบริเวณรอบปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ
Read in English
สารบัญ
เริมที่จมูก เป็นการติดเชื้อไวรัสเริมบริเวณผิวหนังรอบรูจมูก ปีกจมูก หรือเยื่อบุด้านในจมูก โดยมักเกิดจากเชื้อ Herpes Simplex Virus Type 1 หรือ HSV-1 ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดเริมบริเวณริมฝีปากและรอบปาก ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการคัน แสบ เจ็บ หรือตึงบริเวณจมูก ก่อนเกิดเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่แตกเป็นแผลและตกสะเก็ดในเวลาต่อมา
หลังติดเชื้อครั้งแรก เชื้อ HSV จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาท แม้แผลภายนอกจะหายแล้ว เชื้อจะยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถกลับมาก่ออาการซ้ำได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเจ็บป่วย ภูมิคุ้มกันลดลง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือการได้รับแสงแดดจัด อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเล็กน้อยจนเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แผลถลอก หรือรูขุมขนอักเสบ
แม้เริมที่จมูกส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่บริเวณจมูกอยู่ใกล้ดวงตา ผู้ป่วยจึงควรระมัดระวังไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังดวงตาจากการจับหรือแกะแผล หากมีอาการปวดตา ตาแดง แพ้แสง น้ำตาไหล หรือมองเห็นไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์ เพราะการติดเชื้อ HSV ที่กระจกตาจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยจักษุแพทย์อย่างรวดเร็วเริมที่จมูก เกิดจากอะไร?
เริม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ Herpes simplex virus หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Herpes ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ Herpes simplex virus ชนิด 1 (HSV-1) และ Herpes simplex virus ชนิด 2 (HSV-2) ซึ่งสามารถอยู่ได้ในหลายๆ บริเวณของร่างกาย ทำให้เกิดการสับสนได้ว่า จะต้องเรียกการติดเชื้อนั้นว่า เป็นเริมประเภทไหน ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้ ดังนี้- HSV-1 พบมากบริเวณริมฝีปาก จมูก ลำคอ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเครียด พักผ่อนน้อย ก็สามารถป่วยด้วยโรคนี้ได้ เช่น อาการเริมที่ปาก อาการเริมที่จมูก
- HSV-2 เป็นการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะเพศ ทหารหนัก ถุงอัณฑะ
คุณจะติดเชื้อเริมที่จมูกได้อย่างไร?
เริม ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับรอยโรคที่ผิวหนัง โดยผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ปาก จมูก และตา เป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย ส่วนบริเวณอื่นๆ ของร่างกายก็อาจติดเชื้อได้ ถ้ามีช่องทางให้เชื้อเข้าไปได้ เช่น รอยบาดแผลที่ผิวหนัง ผื่นที่ผิวหนัง เป็นต้น การติดเชื้อเริมไม่จำเป็นต้องผ่านการมี เพศสัมพันธ์ เท่านั้น บางครั้งคุณสามารถติดเชื้อเริมผ่านวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ปกครองที่มีรอยโรคเริมจูบลูกที่ปาก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนมากที่เคยเป็นเริมที่ปากมักจะเคยเป็นตั้งแต่วัยเด็ก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีโอกาสแพร่เชื้อเริมไปสู่ลูกขณะคลอดลูกได้ แต่ก็พบได้น้อย นอกจากนี้คุณยัง สามารถแพร่เชื้อเริมไปที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าหากมีการสัมผัสกับแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แล้วนำไปสัมผัสที่บริเวณอื่นต่อโดยไม่ได้ล้างมือก่อน เช่น ปาก อวัยวะเพศ ตา จมูก วิธีนี้ยังเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วยเริมที่จมูกมีอาการอย่างไร?
อาการของเริมสามารถเป็นได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเกิดโรคครั้งแรก หรือว่าเคยเป็นมาก่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นครั้งแรกในช่วงวัยเด็ก หรือวัยรุ่น โรคเริมที่เป็นครั้งแรกจะมีระยะเวลาฟักตัว ประมาณ 3 - 7 วัน หลังได้รับเชื้อ ซึ่งส่วนมากมักไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการจะมีอาการดังนี้- พบกลุ่มตุ่มน้ำแตกเป็นแผลตื้นๆ
- มีอาการเจ็บ ปวด แสบร้อนบริเวณรอยโรค
- มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อาจมีต่อมน้ำเหลืองโต
การรักษา เริมที่จมูก
แม้ว่าจะไม่มียารักษาเริมให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังมีวิธีในการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น ยารักษาโรคเริมจะช่วยให้อาการหายได้เร็วขึ้น และ ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ในขณะที่กำลังมีอาการแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาให้คุณเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้นยาที่ใช้ในการรักษาโรคเริม
โรคเริมเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและลดความรุนแรงของโรคได้โดยใช้ ยาต้านไวรัส ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสและบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เช่น อาการคัน ระคายเคือง และอาการปวดบริเวณที่ติดเชื้อ ยาที่มักใช้ในการรักษาโรคเริมมีดังนี้:1. อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)
- เป็นยาต้านไวรัสรุ่นแรกที่ใช้ในการรักษาโรคเริม
- มีรูปแบบยาหลายชนิด เช่น ยาเม็ด ยาครีม และยาฉีด
- มีประสิทธิภาพในการลดระยะเวลาของอาการและช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ
- มักใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง
2. วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)
- เป็นยารุ่นใหม่ที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นอะไซโคลเวียร์ได้
- มีข้อดีคือออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า ทำให้รับประทานยาน้อยครั้งกว่าวันละ 1-2 ครั้ง
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อซ้ำ
3. ฟามไซโคลเวียร์ (Famciclovir)
- ยานี้มีความสามารถในการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสคล้ายกับวาลาไซโคลเวียร์
- ใช้ได้ทั้งในกรณีที่เป็นครั้งแรกหรือการติดเชื้อซ้ำ
- มีประสิทธิภาพสูงในการลดระยะเวลาที่เกิดอาการและป้องกันการลุกลามของเชื้อ
วิธีการใช้ยารักษา เริมที่จมูก
- ยาต้านไวรัสเหล่านี้ควรรับประทานตามที่แพทย์แนะนำ
- ยิ่งเริ่มรับประทานเร็วหลังจากมีอาการแรกเริ่ม เช่น รู้สึกแสบ คัน หรือเกิดตุ่มน้ำ ยิ่งมีประสิทธิภาพในการลดอาการ
- ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสเริมที่อยู่ในร่างกายทั้งหมด แต่ช่วยควบคุมไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายและลดการเกิดซ้ำ
- การดูแลสุขภาพ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียดหรือตากแดดจัด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำได้
การป้องกันโรค เริมที่จมูก
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแผลเริมโดยตรง
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน เสื้อผ้า เป็นต้น
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเริม
มีตุ่มในจมูก เจ็บ เกิดจากอะไร?
อาการ มีตุ่มในจมูกและรู้สึกเจ็บ ไม่ได้เกิดจากเริมเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีสาเหตุได้หลายชนิด เช่น สิว รูขุมขนอักเสบ แผลจากการแคะหรือถอนขนจมูก การติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณปากรูจมูก หรือเริมที่จมูก การสังเกตลักษณะของตุ่มและอาการร่วมจึงมีความสำคัญ แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์
หากเป็นเริม ผู้ป่วยมักมีอาการคัน แสบ ร้อน หรือตึงบริเวณเดิมก่อนเกิดตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มรวมกัน ตุ่มอาจแตกกลายเป็นแผลตื้นและตกสะเก็ดในเวลาต่อมา โดยมักกลับมาเกิดใกล้ตำแหน่งเดิม ส่วนสิวหรือรูขุมขนอักเสบมักมีลักษณะเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเดี่ยว กดเจ็บ และอาจสัมพันธ์กับการแคะจมูก ถอนขนจมูก หรือการระคายเคืองภายในรูจมูก
อีกภาวะหนึ่งที่พบได้คือ การอักเสบบริเวณปากรูจมูก หรือ Nasal Vestibulitis ซึ่งอาจทำให้มีตุ่มเจ็บ สะเก็ด แผล หรืออาการบวมแดงบริเวณด้านในรูจมูก ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับเชื้อแบคทีเรีย และอาจเกิดหลังสั่งน้ำมูกบ่อย แคะจมูก หรือถอนขนจมูก จึงใช้วิธีรักษาแตกต่างจากโรคเริม
ไม่ควรบีบ เจาะ แกะ หรือใช้ยารักษาสิวทาภายในจมูกด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้แผลอักเสบ เชื้อแพร่กระจาย หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น หากตุ่มมีหนอง บวมแดงมาก ปวดรุนแรง ลามไปบริเวณปลายจมูกหรือใบหน้า มีไข้ หรือไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ควรพบแพทย์เพื่อแยกสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
หากตุ่มมีลักษณะเป็นกลุ่มน้ำใส มีอาการแสบคันก่อนเกิดแผล หรือกลับมาเป็นซ้ำตำแหน่งเดิม อาจสงสัยเริมที่จมูกได้ แต่หากไม่แน่ใจว่าเป็นเริมหรือโรคชนิดอื่น โดยเฉพาะเมื่อแผลมีขนาดใหญ่ เจ็บมาก หรือไม่เริ่มหายภายในประมาณ 10 วัน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเริมที่จมูก
คุณสามารถบรรเทาอาการ เริมที่จมูก ได้โดยวิธีดังนี้- อาบน้ำอุ่น
- ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ
- รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นแผลเริม
- พยายามดูแลให้บริเวณแผลแห้ง ไม่อับชื้น เพราะความชื้นจะทำให้แผลหายช้า
- หลีกเลี่ยงการแกะ หรือเกาตุ่มน้ำ เพราะอาจทำให้แผลหายช้าลง และติดเชื้อซ้ำ
- ประคบเย็นบริเวณแผล (เช่น ใช้ถุงเจลประคบเย็น)
- รับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน พาราเซตามอล
- เข้าใจโรคเริม: วิธีการแพร่กระจายและวิธีป้องกัน
- ป้องกันโรคเริมได้ง่ายๆ เคล็ดลับ และวิธีปฏิบัติ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัยจากเริม
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Genital Herpes เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


