เริมที่ปาก: อาการเริ่มต้น วิธีรักษาและป้องกัน
เริมที่ปากอาจเริ่มจากคัน ยิบ แสบ หรือตึงก่อนเกิดตุ่มน้ำ รู้ระยะอาการ การติดต่อ ยาต้านไวรัส วิธีดูแล และสัญญาณที่ควรพบแพทย์
Read in English
สารบัญ
เริมที่ปาก (Oral Herpes หรือ Cold Sores) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยมีสาเหตุหลักจากเชื้อ Herpes Simplex Virus Type 1 (HSV-1) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสน้ำลาย การจูบ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex) กับผู้ที่มีเชื้อ แม้ว่าบางคนจะไม่มีอาการ แต่ก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
หลายคนเข้าใจผิดว่าเริมที่ปากเป็นเพียงแผลเล็ก ๆ ที่หายได้เองและไม่อันตราย แต่ในความเป็นจริง เชื้อ HSV-1 จะยังคงหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายตลอดชีวิต หลังการติดเชื้อครั้งแรก เมื่อร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเครียด หรือภูมิคุ้มกันลดลง เชื้ออาจกลับมาก่อให้เกิดอาการซ้ำได้อีกครั้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายคนมีอาการเป็นเริมที่ปากบ่อยครั้ง และกระทบต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ การติดเชื้อเริมที่ปากยังอาจเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อไปยังอวัยวะอื่นของร่างกาย เช่น ดวงตา นิ้วมือ หรืออวัยวะเพศ หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม โดยเฉพาะการทำออรัลเซ็กส์ในช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผลเริม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HSV ไปยังคู่นอนได้
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สาเหตุ อาการ ระยะของโรค วิธีรักษา ยาที่ใช้ การดูแลตนเอง และวิธีป้องกันเริมที่ปาก พร้อมตอบคำถามที่หลายคนสงสัย เช่น เริมที่ปากติดต่อหรือไม่ รักษาหายขาดได้ไหม และเมื่อใดควรพบแพทย์ เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้อย่างถูกต้อง
เริมที่ปากคืออะไร?
เริมที่ปาก (Oral Herpes หรือ Cold Sores) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจาก Herpes Simplex Virus (HSV) โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก HSV-1 (Herpes Simplex Virus Type 1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปาก ช่องปาก และใบหน้า เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลาย สารคัดหลั่ง หรือผิวหนังและเยื่อบุที่มีรอยถลอก จากนั้นจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถกลับมาก่อให้เกิดอาการซ้ำได้ตลอดชีวิตเมื่อร่างกายอ่อนแอ
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ในขณะที่บางรายจะเริ่มมีอาการแสบร้อน คัน หรือรู้สึกตึงบริเวณริมฝีปาก ก่อนเกิดเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก เมื่อเวลาผ่านไปตุ่มน้ำจะแตกกลายเป็นแผล ตกสะเก็ด และหายได้เองภายในประมาณ 7–14 วัน อย่างไรก็ตาม แม้แผลจะหายแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงอยู่ในร่างกายและอาจกลับมาเป็นซ้ำได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเจ็บป่วย การได้รับแสงแดดจัด หรือภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
แม้ในอดีตจะเชื่อว่า HSV-1 ทำให้เกิดเริมที่ปาก และ HSV-2 ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ แต่ในปัจจุบันพบว่าทั้งสองสายพันธุ์สามารถติดได้ทั้งบริเวณปากและอวัยวะเพศ โดยเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex) ดังนั้นการป้องกัน การสังเกตอาการ และการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดการแพร่เชื้อและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
สาเหตุเริมที่ปาก
เริมที่ปาก เกิดจาก เชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes Simplex Type 1 Virus (HSV-1) สามารถติดเชื้อได้จากน้ำลาย สารคัดหลั่ง หรือน้ำจากตุ่มและแผล โดยเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนังบริเวณที่มีรอยถลอก หรือแผล นอกจากนี้ ก็ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางเยื่อเมือก เช่น เยื่อบุปาก เป็นต้น โดยเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง โดยบางครั้ง ก็อาจจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่ผู้ป่วยบางราย ในทำนองเดียวกัน เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุเริมที่ปาก นี้ก็อาจจะเกิดการแบ่งตัว และทำลายเซลล์ผิวหนังทำให้เกิดเป็นตุ่ม ใสๆ เมื่อตุ่มน้ำเหล่านี้แห้ง หรือแตกแล้วก็จะเกิดเป็นสะเก็ด และหายไปโดยไม่มีแผลเป็นใดๆสรุปสาเหตุของเริมที่ปาก
- เกิดจากการติดเชื้อ HSV-1 เป็นส่วนใหญ่
- ติดต่อผ่านการจูบ น้ำลาย และสารคัดหลั่ง
- สามารถติดต่อผ่านการทำออรัลเซ็กส์ได้
- เชื้อไวรัสจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต
- อาจกลับมาเป็นซ้ำเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีความเครียด
อาการของ เริมที่ปาก
อาการของ เริมที่ปาก มักเริ่มขึ้นด้วยอาการคัน แสบร้อน ตามมาด้วยตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่บริเวณริมฝีปาก ริมฝีปากด้านใน ตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกออกกลายเป็นแผลพุพอง และอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 10 - 14 วัน อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัส HSV-1 จะยังคงอยู่ในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เมื่อร่างกายอ่อนแอลง เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเจ็บป่วย อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่- แสบร้อนผ่าว บริเวณริมฝีปาก หรือคันยุบยิบ
- มีตุ่มพองใสๆ ลักษณะคล้ายพวงองุ่น จากอาการในข้อแรกหลายวันถัดมา บริเวณปาก ริมฝีปาก หรือรอบๆ ปาก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งริมฝีปากบน หรือล่าง และในช่องปาก
- ปากเป็นแผลบวมแดง และรู้สึกเจ็บปวดเพิ่มขึ้น อาจมีอาการไข้ร่วมด้วย
- ปวดศีรษะ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง
ระยะของเริม
ระยะของโรคเริมที่ปาก แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่- ระยะที่หนึ่ง คือ รู้สึกระคายเคือง หรือคันบริเวณริมฝีปาก ก่อนการเกิดแผล
- ระยะที่สอง คือ มีแผลพุพอง หรือตุ่มใสๆ เกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก
- ระยะที่สาม คือ มีแผลพุพองเยอะขึ้น และรู้สึกแสบร้อน เจ็บปวดมากกว่าเดิม
- ระยะที่สี่ คือ แผลในระยะที่ 3 เริ่มแห้ง และตกสะเก็ด ประมาณ 7-10 วัน
- ระยะที่ห้า คือ แผลตกสะเก็ดเริ่มหายดี และไม่แสดงอาการใดๆ
ภาวะอาการแทรกซ้อนของโรค
[/ux_text] หากติดเชื้อเริม อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยให้อาการทุเลาเอง- มีอาการไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
- มีอาการหน้าแดง ตัวแดง หายใจไม่สะดวก หรือติดขัด
- ตาแดง มีอาการระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา
เริมที่ปาก ติดต่อกันได้ หรือไม่
เริมที่ปาก สามารถติดต่อกันได้ หากมีการสัมผัสเชื้อผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย น้ำลาย และน้ำจากตุ่มหรือแผล พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรคนี้ ตัวอย่างเช่น การจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ใช้ช้อนกลาง ใช้ลิปสติกแท่งเดียวกัน การใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่ การทำออรัลเซ็กส์ โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น ซึ่งหาก เป็นเริมที่ปาก ก็อาจทำให้บริเวณอวัยวะอื่นติดเชื้อเริมไปด้วย ถึงแม้ว่า จะเป็นไวรัสคนละชนิดกันก็ตาม อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคเริมที่อวัยวะเพศเพิ่มเติมที่นี่ > เริมที่อวัยวะเพศ ทุกเรื่องที่คุณควรรู้การรักษา เริมที่ปาก
โรคเริม ที่ปาก ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และสามารถเกิดซ้ำได้ทุกเมื่อ ใครหลายคนจึงมีอาการ ปากเป็นเริม บ่อยมากเมื่อร่างกายอ่อนแอ หรืออยู่ในช่วงที่พักผ่อนไม่เพียงพอ มีอาการป่วย รู้สึกเครียด หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ การมีประจำเดือน มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดนแดดจัดจนผิวไหม้แดด รวมถึงผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดคีโม และใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าเป็น เริมในปาก ควรรีบรักษา เพราะอาจจะส่งผลในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้งยังกระทบต่อบุคลิกภายนอก หากต้องพบปะลูกค้า คุยงาน ออกงานสำคัญ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้ครับยาที่ใช้รักษาเริมที่ปาก
การ รักษาเริม ที่ปาก ยาที่ใช้รักษาเริมที่ปาก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ยาทา และยารับประทานยาสำหรับทาบริเวณแผล เริมที่ปาก
- ครีมต้านไวรัส เพนซิโคลเวียร์ (Penciclovir) เช่น ครีมเดนาเวียร์ (Denavir)
- ครีมต้านไวรัสโดโคซานอล (Docosanol) เช่น ครีมอะบรีวา (Abreva) สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
- ยาสำหรับรับประทานสำหรับเริมที่ปาก
- ยาต้านไวรัส อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)
- ยาต้านไวรัส วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)
- ยาต้านไวรัส แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir)
การดูแลแผล เริมที่ปาก ด้วยตัวเอง
การรักษาโรคนี้ โดยสรุปแล้ว นอกจากจะใช้ยาทา หรือทานยาตามสั่งจากแพทย์ คุณควรจะต้องดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อให้แผลเริมบรรเทาอาการลงไปในที่สุด ได้แก่- ใช้น้ำเกลือ หรือน้ำอุ่นทำความสะอาดแผล เลือกใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือ หรือน้ำอุ่น ค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณแผล อาจเลือกทำก่อนที่จะใช้ยาทารักษา เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าไปในแผลได้ดีขึ้น และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังจับแผล เพื่อป้องกันการลุกลามไปติดเชื้อบริเวณอื่นของร่างกาย
- ดูแลรักษาความสะอาด หากจำเป็นต้องแต่งหน้า หรือใช้เครื่องสำอาง ควรหลีกเลี่ยงการทาทับบริเวณดังกล่าว หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และควรเช็ดด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอาง เพื่อให้บริเวณแผล และใบหน้าสะอาดหมดจด
- ควรให้แผลแห้งอยู่เสมอ หลังจากอาบน้ำ ล้างหน้าเรียบร้อยแล้วควรเช็ดบริเวณแผลให้แห้ง ไม่ควรปล่อยให้ชื้น เพราะจะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ หรือหากมีอาการแสบร้อน แนะนำให้ทาด้วยเจลว่านหางจรเข้ 100% วันละ 2-3 รอบ
- ตัดเล็บมือให้สั้น รักษาความสะอาดของเล็บ และมือ พยายามไม่ไปแคะแกะเกาบริเวณแผลในระหว่างวันซึ่งอาจมีอาการแสบ หรือคันขึ้นได้
- งดการออกกำลังกายหนักๆ ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากโรคได้เต็มที่
- ทาลิปมันที่มีสารป้องกันแสงแดด เพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงที่แผลจะไหม้แดดจากรังสี UV ในกรณีที่คุณต้องออกไปนอกบ้าน พบเจอแสงแดดแรงๆ
- งดอาหารประเภทหมักดอง ของแปรรูป และอาหารที่มีรสจัด เพราะมีผลกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบได้ง่าย
การป้องกันไม่ให้เป็นเริม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นเริม
- ล้างมือให้สะอาดอยู่เป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร และแก้วน้ำร่วมกัน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีการทำออรัลเซ็กส์
- ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด หรือวิตกกังวลจนมากเกินไป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ปาก
เริมที่ปากมีอาการเริ่มต้นอย่างไร
บางคนรู้สึกยิบ คัน แสบ หรือตึงบริเวณริมฝีปากก่อนเกิดตุ่มน้ำ ต่อมาตุ่มอาจแตกเป็นแผลและตกสะเก็ด แต่อาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบางคนมีเชื้อโดยไม่มีแผลที่สังเกตได้
ปากเป็นเริมต่างจากแผลร้อนในอย่างไร
เริมมักเกิดเป็นกลุ่มตุ่มน้ำหรือแผลบริเวณขอบริมฝีปากและผิวหนังรอบปาก ส่วนแผลร้อนในมักอยู่ภายในช่องปากและไม่ติดต่อ อย่างไรก็ตามลักษณะแผลอาจคล้ายกัน หากไม่แน่ใจหรือแผลผิดปกติควรให้บุคลากรสุขภาพตรวจ
เริมที่ปากติดต่อได้เมื่อไม่มีแผลหรือไม่
ติดต่อได้ เพราะ HSV-1 อาจแพร่จากผิวหนังหรือบริเวณปากที่ดูปกติ แต่ความเสี่ยงสูงที่สุดเมื่อมีตุ่มหรือแผล ควรหลีกเลี่ยงการจูบ ออรัลเซ็กซ์ และการใช้สิ่งของที่สัมผัสน้ำลายร่วมกันระหว่างมีอาการ
เริมที่ปากหายขาดไหม
ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ แต่ยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HSV ออกจากร่างกายได้ อาการจึงอาจกลับเป็นซ้ำ โดยการเริ่มยาตั้งแต่ช่วงยิบ คัน หรือแสบมักได้ผลดีกว่าเริ่มช้า
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่อแผลใกล้ตาหรือมีปวดตา ตามัว แผลรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น มีไข้มาก กินหรือดื่มไม่ได้ ตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นซ้ำบ่อยจนกระทบชีวิต
รักษาเริมที่ปากได้จากที่ไหนบ้าง
- คลินิกเอกชน
- โรงพยาบาลของรัฐ
- โรงพยาบาลเอกชน
เริมที่ปาก หรือ cold sore มักเกิดจาก HSV-1 และอาจเริ่มด้วยอาการคัน ยิบ แสบ หรือตึงก่อนเห็นตุ่มน้ำ ผู้มีเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ และเชื้อสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดแม้แผลไม่ชัด
แยกเริมที่ปากจากร้อนในและมุมปากอักเสบอย่างไร
เริมมักเป็นกลุ่มตุ่มน้ำบริเวณริมฝีปากหรือผิวรอบปากและอาจมีอาการเตือนก่อนเกิดแผล ร้อนในมักเป็นแผลตื้นสีขาวหรือเหลืองด้านในช่องปากและไม่เกิดจาก HSV ส่วนมุมปากอักเสบมักเป็นรอยแตกที่มุมปาก อย่างไรก็ตามลักษณะอาจทับซ้อนกัน จึงควรตรวจเมื่อเป็นครั้งแรก รุนแรง หรือไม่หายตามคาด
ไม่ควรแกะสะเก็ด ใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะทาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ล้างมือหลังสัมผัสบริเวณแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา
คำถามที่พบบ่อย
เริมที่ปากกี่วันหาย?
หลายกรณีดีขึ้นเองภายในประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แต่ระยะเวลาต่างกัน ยาต้านไวรัสที่เริ่มเร็วอาจช่วยให้อาการสั้นลง หากแผลนานเกินสองสัปดาห์หรือแย่ลงควรพบแพทย์
เริมที่ปากทำออรัลเซ็กส์ได้ไหม?
ควรงดเมื่อมีอาการเตือน ตุ่ม แผล หรือสะเก็ด เพราะ HSV-1 จากปากสามารถทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้ และยังอาจแพร่ได้แม้ไม่มีแผล
ยาสีฟันหรือแอลกอฮอล์ทำให้เริมหายเร็วไหม?
ไม่ใช่วิธีรักษามาตรฐานและอาจระคายเคืองผิว ควรใช้ยาตามฉลากหรือคำแนะนำจากบุคลากรสุขภาพและดูแลแผลอย่างอ่อนโยน
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: CDC: Genital Herpes · Love2Test: ค้นหาคลินิก
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Genital Herpes เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


