หูดหงอนไก่รักษาเองได้ไหม? ข้อควรระวังและการพบแพทย์
หูดหงอนไก่หายเองได้ไหม แยกการรอดูอาการกับการใช้ยาหลังแพทย์วินิจฉัย รู้ข้อห้ามกรดกัดหูดและเหตุใด Pap smear ไม่ยืนยันหูด
Read in English
สารบัญ
หูดหงอนไก่ผู้หญิงหายเองได้ไหม ต้องรอให้ครบหนึ่งปีหรือไม่?
อาจยุบเองได้ แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคนและไม่จำเป็นต้องรอครบหนึ่งปี หากเป็นก้อนใหม่ ไม่แน่ใจ เจ็บ เลือดออก ตั้งครรภ์ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรประเมินก่อนเลือกรอดูอาการ
ใช้ยากัดหูดหรือสมุนไพรเอาหูดหงอนไก่ออกเองได้ไหม?
ไม่ควรทำเอง เพราะอาจเกิดแผลและทำลายเนื้อเยื่อ ยาบางชนิดใช้ที่บ้านได้หลังแพทย์วินิจฉัยและสอนตำแหน่งที่ทา ส่วนกรด TCA เป็นการรักษาโดยบุคลากรสุขภาพ
ทายาแล้วหูดหาย หมายความว่าไม่มี HPV และไม่กลับเป็นอีกไหม?
ไม่ใช่ การกำจัดหูดไม่ได้ยืนยันว่ากำจัดไวรัสหมด และอาจกลับเป็นซ้ำ ควรติดตามเมื่อรอยโรคเปลี่ยนแปลง พร้อมปรึกษาเรื่องวัคซีนและการคัดกรองตามเกณฑ์ของตนเอง
แหล่งข้อมูลสำหรับคำตอบเหล่านี้
เชื้อ หูดหงอนไก่ ติดต่อผ่านช่องทางไหนบ้าง?
เชื้อ หูดหงอนไก่ สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง โดยทั่วไปในระหว่างกิจกรรมทางเพศ การสอดใส่โดยไม่สวมถุงยางอนามัย บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก และลำคอได้ แบ่งออกเป็น:| การมีเพศสัมพันธ์ | การสัมผัสเชื้อ |
|---|---|
| ทางช่องคลอด | จากแม่สู่ลูกระหว่างคลอดบุตร |
| ทางทวารหนัก | ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน |
| ทางช่องปาก | สัมผัสสารคัดหลั่งทางบาดแผล |
ความเสี่ยงใดบ้างที่อาจทำให้ติด เชื้อ หูดหงอนไก่
- ไม่เคยตรวจสุขภาพทางเพศมาก่อนในชีวิต
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อ
- มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง อัตราในการรับเชื้อก็มีเพิ่มขึ้น
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ในกรณีผู้อยู่ร่วมกับ HIV ที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน
อาการของผู้ที่ติด เชื้อ หูดหงอนไก่ เป็นอย่างไร?
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เชื้อ หูดหงอนไก่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่หลากหลาย โดยมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ที่รู้จัก อย่างไรก็ตาม หูดหงอนไก่ส่วนใหญ่เกิดจาก HPV ชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ- HPV สายพันธุ์ที่ 6: เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด สายพันธุ์นี้มักทำให้เกิด หูดหงอนไก่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ทวารหนัก หรือหูดหงอนไก่ที่ปาก ทั้งนี้ HPV-6 จัดเป็นเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ จึงทำให้เกิดหูดหงอนไก่เป็นหลัก และมีโอกาสก่อให้เกิดมะเร็งน้อยมาก ส่วนมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก มักเกิดจากเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอย่าง HPV-16 และ HPV-18 HPV-6 ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนังกับผิวหนังที่ติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ยังอาจติดต่อจากการสัมผัสกับผิวหนังที่ติดเชื้อบริเวณอื่น เช่น มือ หรือใบหน้า เป็นต้น
- HPV สายพันธุ์ที่ 11: เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปเจริญเติบโตที่ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นหนาขึ้น และเกิดเป็นก้อนเนื้ออ่อนๆ คล้ายดอกกะหล่ำ หรือหงอนไก่ โรคนี้มักไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด หรือคัน แต่อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวได้ บางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย ในขณะที่บางคนอาจมีอาการคัน ระคายเคือง หรือมีเลือดออกบริเวณที่มีหูดหงอนไก่
สัญญาณ และอาการทั่วไป
อาการหูด- อาการหลักอย่างหนึ่งของหูดหงอนไก่ คือการพัฒนาของหูดที่บริเวณอวัยวะเพศ หูดเหล่านี้มีขนาด รูปร่าง และลักษณะที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นกระจุกแบน ยกขึ้น หรือคล้ายดอกกะหล่ำ ในผู้ชาย มักเกิดที่องคชาต ถุงอัณฑะ หรือบริเวณทวารหนัก ในผู้หญิงอาจปรากฏที่ช่องคลอด ปากมดลูก ช่องคลอด หรือบริเวณทวารหนัก หูดหงอนไก่ เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในปาก หรือลำคอ หากการติดเชื้อถูกส่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex)
- ผู้ติดโรคหูดหงอนไก่ มักจะมีอาการคัน และรู้สึกไม่สบายตัว บริเวณที่ได้รับผลกระทบของอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก การมีหูดสามารถทำให้เกิดการระคายเคือง และรู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งนำไปสู่การคัน และบางครั้งอาจเจ็บปวดได้
- ในบางกรณีหูดที่อวัยวะเพศที่เกิดจากไวรัสเอชพีวี อาจทำให้มีเลือดออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หูดที่มีการระคายเคือง หรือถูกเสียดสีระหว่างที่มีกิจกรรมทางเพศ
การวินิจฉัยหูดกับการคัดกรองปากมดลูกต่างกัน
แพทย์ประเมินรอยโรคเป็นหลักและอาจตรวจชิ้นเนื้อเมื่อผิดลักษณะหรือวินิจฉัยไม่ชัด Pap smear และ HPV DNA ที่ใช้คัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่ใช่การตรวจยืนยันหูดหงอนไก่ตามปกติ เกณฑ์คัดกรองขึ้นกับอายุ ประวัติ และสุขภาพ ไม่ใช่ตรวจเหมือนกันทุกคนทันทีที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์
เลือกวิธีรักษาหูดหงอนไก่กับผู้รักษา
การรักษาอาจใช้ยาที่เหมาะสม การจี้เย็น หรือหัตถการอื่นตามตำแหน่ง จำนวน และสุขภาพ ยาบางชนิดห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์ และกรดกัดหูดต้องใช้โดยผู้ให้บริการ ไม่ใช้สูตรจากรีวิวหรือยาของคนอื่นแทนการประเมิน
วิธีป้องกันหูดหงอนไก่
วิธีป้องกันหูดหงอนไก่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ถึง 9 สายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ วัคซีน HPV สามารถฉีดได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย โดยสามารถฉีดได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9-45 ปี นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีวิธีป้องกันหูดหงอนไก่อื่นๆ ดังนี้- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อ HPV เข้าสู่ร่างกายได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากเชื้อ HPV สามารถแพร่กระจายได้บริเวณที่อวัยวะเพศที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัย
- มีคู่นอนคนเดียว หรือมีให้น้อยที่สุด การมีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ HPV
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่มีหูดหงอนไก่ หูดหงอนไก่สามารถติดต่อกันได้จากการสัมผัสโดยตรงกับรอยโรค หรือสารคัดหลั่งจากรอยโรค
- ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถช่วยตรวจหาการติดเชื้อ HPV ได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- หูดหงอนไก่สามารถหายได้เองภายใน 1 ปี แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นจึงควรป้องกันหูดหงอนไก่ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ และน้ำทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ หรือเปลี่ยนผ้าอนามัย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่อวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว กางเกงใน สบู่ แปรงสีฟัน มีดโกน ฯลฯ
อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เชื้อ หูดหงอนไก่
สรุปโดยย่อ หูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย เกิดจากเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์บางชนิด โรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้หากไม่ใช้ ยารักษาหูดหงอนไก่ ดังนั้น การตระหนักถึงสาเหตุ อาการ การรักษาที่มีอยู่ และกลยุทธ์การป้องกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งบุคคล และสังคมโดยรวม ที่เราจะสามารถปกป้องสุขภาพทางเพศของเรา และลดอัตราการเกิดโรคนี้ได้ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การฉีดวัคซีน และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากคุณสงสัยว่าคุณเป็น หูด หงอนไก่ รักษาเอง ได้ไม่ยาก โปรดอย่าลังเลที่จะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะทางเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ทันทีครับแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Genital HPV Infection เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- NCI: HPV and Cancer เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: Anogenital Warts—Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


