Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

ท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ใช่หนองใน (NGU): แตกต่างจากหนองในอย่างไรและรักษาอย่างไร

โรค หนอง ใน เทียม เป็นโรคติดเชื้อเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะ หรือช่องคลอดในผู้หญิง โรคนี้มีอาการไม่เป็นที่รู้สึกชัด

Read in English ท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ใช่หนองใน (NGU): แตกต่างจากหนองในอย่างไรและรักษาอย่างไร
สารบัญ
โรค หนอง ใน เทียม เป็นโรคติดเชื้อเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะ หรือช่องคลอดในผู้หญิง โรคนี้มีอาการไม่เป็นที่รู้สึกชัดเจนในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป หนองในเทียมเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยในผู้หญิง และผู้ชาย โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Chlamydia trachomatis ที่สามารถติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ โดยสาเหตุหลักของการติดเชื้อคือผู้มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น มีเพศสัมพันธ์กับหลายคน ไม่ใช้ช่องคอนโดมในการป้องกัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ

อาการของโรคหนองในเทียม

อาการของคลามิเดียในผู้ชายมักจะปวด แสบ หรือมีคัน ขณะที่กำลังปัสสาวะ และอาจมีการปัสสาวะราดพลิก ในขณะที่ผู้หญิงอาจมีอาการคล้ายกับอาการของโรคอักเสบหลังกลัด แต่บางครั้งอาจไม่มีอาการเลย โรคคลามิเดียสามารถแพร่กระจายได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ โดยอาจติดเชื้อจากทางช่องปาก ทางช่องคลอด หรือช่องทางอื่นๆ ผู้ที่ติดเชื้อ Chlamydia อาจไม่มีอาการชัดเจน เนื่องจากเชื้อนี้สามารถเข้าทำลายเนื้อเยื่อได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการปวด หรือคัน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเมื่อถ่ายปัสสาวะ หรืออาการปวดในช่องคลอด หรือมีเลือดออกจากช่องคลอด นอกจากนี้ยังมีผื่น หรือความชื้นบริเวณอวัยวะเพศที่เป็นที่ติดเชื้อ

โรคหนองในเทียมในเพศชาย

อาการของโรคหนองใน เทียม ในผู้ชาย สามารถรวมถึง:
  • การมีหนองสีเหลือง หรือขุ่นใส ออกจากปลายอวัยวะเพศชาย
  • ความรู้สึกว่าปัสสาวะสะดุด หรือระคายเคืองเมื่อปัสสาวะ
  • บริเวณปลายอวัยวะเพศ มีความระคายเคือง และเจ็บปวด
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ซึ่งอาการอาจเริ่มแสดงได้หลังจากติดเชื้อไปแล้วไม่กี่สัปดาห์ หรือหลายเดือน แต่หากคุณมีอาการดังกล่าวที่เริ่มต้นภายหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไปเพียง 1-2 วัน อาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แต่ยังคงแนะนำให้ไปตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ดี
ค้นหาสถานบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ค้นหาสถานบริการ

โรคหนองในเทียมในเพศหญิง

หนอง ใน เทียม มักจะไม่แสดงอาการที่สังเกตได้ในผู้หญิง อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่ทำให้เกิด หนอง ใน เทียม ในผู้ชายสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบสืบพันธุ์ผู้หญิงได้ เช่น มดลูก หรือท่อนำไข่ ซึ่งเชื่อมต่อรังไข่กับมดลูก และหากการติดเชื้อแพร่กระจาย ผู้หญิงอาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกเชิงกรานอักเสบ (PID) กระดูกเชิงกรานอักเสบ (PID) ย่อมาจาก Pelvic Inflammatory Disease เป็นภาวะที่มีการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนในเพศหญิง ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องในอุ้งเชิงกราน มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่แพร่กระจายจากช่องคลอด หรือปากมดลูกเข้าสู่อวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน สาเหตุของ PID ได้แก่
  • การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม คลาไมเดีย
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจากการทำหัตถการทางนรีเวช เช่น การแท้งบุตร การใส่ห่วงอนามัย
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจากโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การติดเชื้อในช่องท้อง
อาการของ PID ได้แก่
  • ปวดท้องน้อย
  • ตกขาวที่มีกลิ่นเหม็น ตกขาวผิดปกติ หรือมีมูกสีเหลือง หรือเขียวออกมา
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อปัสสาวะ หรือปัสสาวะขัด
  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดเมื่ออวัยวะเพศถูกสัมผัส
  • หากมีอาการของ PID ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสม
การรักษา PID ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ การรักษาอาจรวมถึง
  • ยาปฏิชีวนะ
  • การพักฟื้น
  • การผ่าตัด
  • ยาปฏิชีวนะเป็นการรักษาหลักสำหรับ PID ยาปฏิชีวนะมักใช้เวลารับประทาน 10-14 วัน
ภาวะแทรกซ้อนของ PID ได้แก่
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • การติดเชื้อในช่องท้อง

การวินิจฉัยโรคหนองในเทียม

การตรวจวินิจฉัยโรคหนองในเทียมมีหลายวิธี อาทิเช่น
  • การตรวจด้วยไม้พันสำลี (Swab Test) เป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุด โดยใช้ไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากบริเวณปากมดลูก ปลายท่อปัสสาวะ ทวารหนัก หรือลำคอ เพื่อนำไปส่งตรวจด้วยย้อมสี และเพาะหาเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจด้วยปัสสาวะ (Urine Test) เป็นวิธีที่สะดวก และรวดเร็ว โดยใช้ปัสสาวะตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย โดยปกติมักใช้ร่วมกับการตรวจด้วยไม้พันสำลี การตรวจด้วยไม้พันสำลี มีความแม่นยำมากกว่า การตรวจด้วยปัสสาวะ แต่อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย การตรวจด้วยปัสสาวะ มีความสะดวก และรวดเร็ว แต่อาจมีความแม่นยำน้อยกว่าการตรวจด้วยไม้พันสำลี
  • การตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อการติดเชื้อหนองในเทียม
  • การตรวจผ่านกล้อง ว่ามีการติดเชื้อ หรืออาการอื่นๆ ในอวัยวะเพศ หรือไม่
การตรวจวินิจฉัยโรคหนองในเทียม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากโรคนี้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยได้ ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวไปข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคให้เร็วที่สุด

รักษาโรคหนองในเทียมได้อย่างไร?

การรักษาหนองในเทียม สามารถทำได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยยาปฏิชีวนะที่มักใช้ในการรักษาหลัก ได้แก่
ตรวจ STI ให้เหมาะกับความเสี่ยงของคุณ * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ดูจุดบริการ

อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin)

เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolide) ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในแท้ และหนองในเทียม ยาอะซิโธรมัยซินนี้ ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยจับกับ "ไรโบโซม" ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้

ดอกซีไซคลิน (Doxycycline)

เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเตตราไซคลิน (Tetracycline) ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในแท้ และหนองในเทียม ดอกซีไซคลินออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยจับกับไรโบโซมของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้
ยารักษา วิธีการใช้ยา ผลข้างเคียง
อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) รับประทานครั้งเดียว ปริมาณ 1-2 กรัม (ตามแพทย์สั่ง)
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • ปวดศีรษะ
  • เวียนศีรษะ
  • ท้องผูก
  • เบื่ออาหาร
  • รสชาติปากเปลี่ยนไป
  • ชาตามผิวหนัง
  • ปฏิกิริยาแพ้ยา
ดอกซีไซคลิน (Doxycycline) รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • ปวดศีรษะ
  • เวียนศีรษะ
  • ท้องผูก
  • เบื่ออาหาร
  • รสชาติปากเปลี่ยนไป
  • ชาตามผิวหนัง
  • ปฏิกิริยาแพ้ยา
ยาทดแทนคือ Erythromycin และ Ofloxacin หากผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือคิดว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อให้ใช้ยาที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารก แม้ว่าจะเริ่มการรักษาด้วยยาทั้งหมดนี้แล้วมีอาการดีขึ้นก็ตาม แต่ยังคงต้องทำตามวิธีการรักษาต่อจนกว่าจะใช้ยาหมดจริงๆ พร้อมทั้งแจ้งให้คู่นอนทราบ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาไปพร้อมกัน และควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายแล้วทั้งคู่ หากยังมีอาการผิดปกติอยู่ หรือกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งหลังจากทำการรักษาด้วยยาทั้งหมดแล้ว ควรกลับมาพบแพทย์ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพเพื่อตรวจวินิจฉัยอีกครั้ง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม

วิธีป้องกันโรคหนองในเทียม

  • ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน – การใช้ถุงยางอนามัยป้องกันในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคหนองในเทียม
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จัก – การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จัก หรือผู้ให้บริการทางเพศ หรือเจอคนที่ถูกใจเวลาไปเที่ยว ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขามีเชื้อ หรือไม่ จะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อโรคหนองในเทียม
  • ตรวจสุขภาพประจำปี – การตรวจสุขภาพประจำปี รวมไปถึงการตรวจคัดกรองหาเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด โดยเฉพาะหนองในเทียมจะช่วยทำให้การรักษาโรคเร็ว และหายขาดได้ในที่สุด
  • ไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่น – น้ำมันหล่อลื่น หรือเจลหล่อลื่นที่ทำจากน้ำมันเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพในการป้องกัน หรือทำให้ถุงยางอนามัยแตก ไม่มีประสิทธิภาพ
  • รักษาความสะอาดเสมอ – การดูแลรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศตัวเอง โดยการอาบน้ำทุกวัน และทำความสะอาดทุกครั้งทั้งก่อน และหลังมีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดการติดเชื้อโรคหนองในเทียมได้
กล่าวโดยสรุป หนองในเทียม เป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย โดยมีสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Chlamydia Trachomatis โดยทั่วไปจะติดเชื้อที่อวัยวะเพศ และทางเดินปัสสาวะ แต่สามารถติดเชื้อที่ลำคอ และทวารหนักได้เช่นกัน หนองในเทียมมักไม่มีอาการ แต่หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อสุขภาพ เช่น โรคอักเสบในอุ้งเชิงกราน ภาวะมีบุตรยาก และการตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นต้น การตรวจหาเชื้อหนองในเทียมมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย เพื่อให้สามารถตรวจพบ และรักษาได้อย่างทันท่วงที การป้องกันทำได้โดยใช้ถุงยางอนามัย การตรวจหาเชื้ออย่างสม่ำเสมอ และพูดคุยกับคู่นอนของคุณเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ

แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล

  1. CDC: About Gonorrhea เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  2. CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  3. CDC: About Chlamydia เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี