สังคัง (เชื้อราขาหนีบ): อาการ วิธีรักษาและป้องกันซ้ำ
สังคังคือเชื้อราที่ผิวหนังขาหนีบ มักคันและมีขอบผื่นชัด รู้วิธีแยกจากผื่นอับชื้น การใช้ยาฆ่าเชื้อรา และสัญญาณที่ควรพบแพทย์
Read in English
สารบัญ
สาเหตุของโรคสังคัง
โรคสังคัง (กลากบริเวณขาหนีบ) เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ โดยเฉพาะชนิด Trichophyton rubrum และ Epidermophyton floccosum การแพร่กระจายของเชื้อรามายังบริเวณขาหนีบมักเกิดจากเชื้อที่มาจากเท้า (กลากที่เท้า) หรือเล็บ (กลากที่เล็บ) ผ่านการเกา หรือการใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าปูที่นอนที่มีเชื้อปนเปื้อน
การแพร่กระจายของ โรคสังคัง
โรคสังคังมักแพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังระหว่างคนต่อคน หรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่ติดเชื้อ สามารถติดเชื้อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการใช้ผ้าขนหนูหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ ในบางกรณี การติดเชื้อสังคังอาจเกิดขึ้นได้หากมีเชื้อราที่เท้า (กลากที่เท้า) การแพร่กระจายเชื้อราสามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสบริเวณขาหนีบหลังจากสัมผัสกับเท้าที่ติดเชื้อ หรือการแพร่เชื้อจากเท้ามายังขาหนีบผ่านเสื้อผ้า เมื่อต้องแต่งตัว ควรใส่ถุงเท้าก่อนสวมกางเกงชั้นในเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากเท้ามายังขาหนีบปัจจัยเสี่ยงของโรคสังคัง
หากคุณมีปัจจัยดังต่อไปนี้ อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดโรคสังคัง- เป็นเพศชาย
- อยู่ในช่วงวัยรุ่น
- เป็นโรคเบาหวาน
- มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน ซึ่งเพิ่มจำนวนรอยพับของผิวหนัง เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคสังคังมักเติบโตได้ดีในบริเวณรอยพับผิวหนังที่มีเหงื่อ
- มีแนวโน้มที่จะมีเหงื่อออกมาก ซึ่งเพิ่มความชื้นของผิวหนังและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อรา
- ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่เต็มที่ เนื่องจากภาวะสุขภาพบางอย่างหรือการรักษา ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรา เช่นโรคสังคัง
- ใส่เสื้อผ้าที่คับแน่นหรือชุดชั้นในที่แนบเนื้อ
- ใส่ชุดว่ายน้ำเปียกเป็นเวลานาน
- มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคสังคัง
อาการของ โรคสังคัง
- อาการคันที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ และมีอาการคันเรื้อรัง
- ผื่นที่ปรากฏเป็นบริเวณสีแดง ชัดเจน มีลักษณะเป็นเกล็ด มักมีรูปร่างเป็นวงแหวน
- อาการแสบร้อน
- บางครั้งอาจมีตุ่มพองตามขอบของผื่น
- ผิวหนังลอกเป็นขุย
- สีผิวบริเวณที่ติดเชื้อเปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยที่อาจทำให้อาการแย่ลง
- การออกกำลังกาย
- การเดิน
- การสวมเสื้อผ้าหรือชุดชั้นในที่คับแน่น
ภาวะแทรกซ้อนของโรคสังคัง
- ผิวหนังเปื่อย (Maceration) และติดเชื้อแทรกซ้อนจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา Candida
- อาจเกิดรอยถลอก ผิวหนังหนาตัว (lichenification) และเปลี่ยนสีของผิวหนัง
- ภาวะ Tinea incognita เนื่องจากการใช้ยาสเตียรอยด์แบบทา
โรคสังคัง หายเองได้หรือไม่?
แม้บางรายอาการคันอาจลดลงเองในช่วงแรก แต่โรคสังคังส่วนใหญ่ ไม่สามารถหายเองได้ เพราะเชื้อรายังคงอาศัยอยู่บนผิวหนัง หากไม่ได้รับยาต้านเชื้อรา เชื้ออาจลุกลามไปยังต้นขา ร่องก้น อวัยวะเพศ เท้า หรือเล็บ และทำให้กลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย ดังนั้นควรเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้หายเร็วและลดโอกาสเกิดแผลเป็นหรือการติดเชื้อแทรกซ้อน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย เช่น- เล็บ: การติดเชื้อราที่เล็บรักษายากกว่าผิวหนังทั่วไป และมักดื้อต่อการรักษาหลายประเภท
- มือ: การติดเชื้อราแบบเดียวกันสามารถแพร่ไปยังมือได้ หากเกาบริเวณขาหนีบที่ติดเชื้อหรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดทั้งสองบริเวณ
- เท้า: เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคสังคังอาจแพร่ไปที่เท้า เรียกว่า “กลากที่เท้า” หรือ Athlete’s foot เชื้อสามารถแพร่จากขาหนีบไปยังเท้าผ่านชุดชั้นใน หรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดทั้งสองบริเวณ
ควรพบแพทย์เมื่อไร
ควรพบแพทย์หากผื่นทำให้รู้สึกเจ็บหรือมีไข้ และหากผื่นไม่ดีขึ้นหลังจากรักษา 1 สัปดาห์ หรือยังไม่หายสนิทหลังจากรักษา 3 สัปดาห์การวินิจฉัยโรคสังคัง
แพทย์มักสามารถวินิจฉัยโรคสังคังได้โดยการตรวจร่างกายและดูผิวหนังที่ได้รับผลกระทบ ในบางกรณี แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์ผิวหนังเพื่อตรวจ เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและแยกโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคสะเก็ดเงินการรักษา โรคสังคัง
ยาต้านเชื้อราแบบทาที่บริเวณผื่นขาหนีบเป็นวิธีการรักษาที่พบบ่อย ยาต้านเชื้อรามีหลายรูปแบบ เช่น- ครีม
- เจล
- น้ำยา
- แป้ง
- สเปรย์
- เทอร์บิเนฟีน (Terbinafine, ชื่อการค้า: Lamisil, Tinasil)
- ฟลูโคนาโซล (Fluconazole, ชื่อการค้า: Diflucan, Dizole)
- กริซีโอฟุลวิน (Griseofulvin, ชื่อการค้า: Grisovin)
ผลข้างเคียงของยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน ได้แก่- คลื่นไส้
- ท้องเสีย
- ปวดศีรษะ
- อาการไม่ย่อยอาหาร
การดูแลตนเอง
การปฏิบัติตามวิธีการดูแลตนเองเหล่านี้ก็มีความสำคัญในการรักษาโรคสังคัง- ล้างและเช็ดผิวหนังบริเวณขาหนีบให้แห้งทุกวัน
- เปลี่ยนชุดชั้นในทุกวัน (หรือบ่อยขึ้นหากมีเหงื่อออกมาก)
- ใส่ชุดชั้นในที่หลวมและหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณนี้
วิธีป้องกัน โรคสังคัง
มีหลายวิธีที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้โรคสังคังกลับมาเกิดใหม่ได้- ล้างและเช็ดให้แห้ง: ล้างบริเวณขาหนีบทุกวันและเช็ดให้ผิวแห้งสนิท
- รักษาความแห้ง: รักษาบริเวณขาหนีบให้แห้ง เช็ดอวัยวะเพศและต้นขาด้านในให้แห้งสนิทด้วยผ้าขนหนูสะอาดหลังจากอาบน้ำหรือออกกำลังกาย โดยให้เช็ดเท้าสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อราที่เท้าไปยังบริเวณขาหนีบ
- เลือกเสื้อผ้าที่พอดี: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าโดยเฉพาะชุดชั้นในและชุดกีฬาเหมาะสม ไม่คับจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวหนังเสียดสีและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคสังคัง ควรลองสวมกางเกงในแบบบ็อกเซอร์แทนการสวมกางเกงในแบบรัด
- เลือกชุดชั้นในจากผ้าฝ้าย: ใช้ชุดชั้นในผ้าฝ้ายและหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ
- ซักเสื้อผ้าและผ้าขนหนูบ่อยๆ: ควรซักเสื้อผ้า ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน และอุปกรณ์รองรับขาหนีบบ่อยๆ
- สวมเสื้อผ้าที่สะอาด: เปลี่ยนชุดชั้นในทุกวัน หรือบ่อยขึ้นหากมีเหงื่อออกมาก ควรเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและช่วยให้ผิวแห้ง
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น: อย่าให้ผู้อื่นใช้เสื้อผ้า ผ้าขนหนู หรือของใช้ส่วนตัวอื่นๆ และอย่ายืมของเหล่านี้จากผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่ติดเชื้อ: หากต้องเกาให้ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ฆ่าเชื้อก่อนสัมผัสส่วนอื่นของร่างกาย
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคสังคัง: ควรรอให้โรคสังคังหายไปก่อนถึงจะมีเพศสัมพันธ์
ยาทาสังคังซื้อได้ที่ไหน?"
ยาทาสำหรับรักษาโรคสังคังสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยเภสัชกรจะช่วยแนะนำยาที่เหมาะสมกับลักษณะของผื่น ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ Terbinafine, Clotrimazole, Ketoconazole, Miconazole และ Sertaconazole ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ทาวันละ 1–2 ครั้ง ต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ควรใช้ยาต่ออีกประมาณ 1 สัปดาห์ตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
โรคสังคังติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ไหม?
ติดต่อได้จากการสัมผัสผิวหนังโดยตรงระหว่างมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง
โรคสังคังใช้ยาทาอะไรดี?
ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ Terbinafine, Clotrimazole, Ketoconazole และ Miconazole ควรใช้ต่อเนื่องจนกว่าจะหาย แม้อาการคันจะดีขึ้นแล้ว
โรคสังคังหายภายในกี่วัน?
โดยทั่วไปจะเริ่มดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ และหายภายใน 2–4 สัปดาห์ หากรักษาอย่างถูกต้อง
โรคสังคังกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
ได้ หากยังมีความอับชื้น เหงื่อมาก ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น หรือไม่ได้รักษาเชื้อราที่เท้าหรือเล็บร่วมด้วย
สังคัง หรือ tinea cruris คือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบและต้นขาด้านใน มักคัน แสบ และมีผื่นขอบนูนเป็นวง แต่ผื่นบริเวณนี้ยังอาจเกิดจากการเสียดสี เชื้อยีสต์ สะเก็ดเงิน ผื่นแพ้สัมผัส หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงไม่ควรเรียกผื่นทุกชนิดว่าสังคัง
ดูแลสังคังอย่างไรให้หายและลดการกลับเป็นซ้ำ
รักษาบริเวณให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและกางเกงชั้นในเมื่อชื้น ใช้ผ้าเช็ดตัวส่วนตัว และสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หากมีเชื้อราที่เท้าควรรักษาพร้อมกันและสวมถุงเท้าก่อนกางเกงชั้นในเพื่อลดการพาเชื้อจากเท้าสู่ขาหนีบ
พบแพทย์เมื่อผื่นเจ็บมาก มีหนอง มีไข้ ลามเร็ว เกิดที่ถุงอัณฑะหรืออวัยวะเพศอย่างผิดปกติ เป็นเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำ ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาฆ่าเชื้อราตามฉลากแล้วไม่ดีขึ้น การขูดผิวตรวจเชื้อราอาจช่วยเมื่อรูปลักษณ์ไม่ชัด
คำถามที่พบบ่อย
สังคังเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม?
ไม่จัดเป็น STI โดยตรง แต่เชื้อราติดต่อผ่านผิวหนัง ของใช้ หรือพื้นที่ชื้นได้ และกิจกรรมทางเพศอาจทำให้ผิวสัมผัสและเสียดสีกัน
ใช้ครีมแก้คันอย่างเดียวได้ไหม?
ครีมแก้คันหรือสเตียรอยด์ไม่กำจัดเชื้อราและอาจทำให้ลักษณะโรคเปลี่ยน ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสมตามฉลากหรือคำแนะนำ
ทำไมสังคังเป็นซ้ำบ่อย?
อาจมาจากเหงื่อและความชื้น ใช้ยาไม่ครบ มีเชื้อราที่เท้าหรือเล็บ ใช้ของร่วมกัน หรือวินิจฉัยเดิมไม่ถูก หากเป็นซ้ำควรให้แพทย์ตรวจ
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: NHS: Ringworm · Love2Test: ค้นหาคลินิก
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Ringworm เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


