Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

วิธีใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง 10 ขั้นตอน

วิธีใส่ถุงยางให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนสัมผัสจนถอนออก ถุงยางภายในใช้อย่างไร และเมื่อไรต้องเปลี่ยนอันใหม่เพื่อลดการแตกหรือหลุด

Read in English วิธีใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง 10 ขั้นตอน
สารบัญ

วิธีใส่ถุงยางแบบสั้น ๆ ต้องจำอะไรบ้าง?

ตรวจซองและวันหมดอายุ เปิดอย่างระมัดระวัง ใส่บนอวัยวะเพศที่แข็งตัวก่อนสัมผัส บีบปลายไล่อากาศแล้วรูดถึงโคน หลังหลั่งจับขอบโคนขณะถอนออก ระวังน้ำอสุจิหก และทิ้งหลังใช้ครั้งเดียว

ถุงยางภายในต่างจากภายนอก และใช้พร้อมกันได้ไหม?

ถุงยางภายในใส่ไว้ภายในช่องคลอดโดยให้วงแหวนด้านนอกอยู่นอกตัว ต้องนำอวัยวะเพศเข้าปากถุง ไม่ใช่ด้านข้างถุง ห้ามใช้พร้อมถุงยางภายนอกเพราะอาจฉีกขาด และควรทำตามคู่มือผลิตภัณฑ์

เปลี่ยนจากเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักไปช่องคลอด ต้องเปลี่ยนถุงยางไหม?

ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ไม่ใช้ถุงเดิมข้ามตำแหน่งหรือข้ามคน และเปลี่ยนใหม่เมื่อเริ่มกิจกรรมครั้งใหม่ หากใส่ผิดด้านให้ทิ้งแล้วใช้อันใหม่ ไม่พลิกกลับด้านมาใช้ต่อ

แหล่งข้อมูลสำหรับคำตอบเหล่านี้
ถุงยางอนามัย ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยให้กิจกรรมทางเพศของคุณ มีความสุข และยังปลอดภัยจากโรคได้ดีเลยทีเดียว ถุงยางอนามัยยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นวิธีการคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้ผลดีที่สุด เชื่อว่าทุกคนก็คงเคยใช้ถุงยางอนามัยมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก หรือบางคนก็เลือกใช้ด้วยวิธีที่ผิดอย่างเช่น การสวมถุงยางอนามัยสองชั้น ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ วันนี้ เราจะมาให้ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถุงยางอนามัยคืออะไร และสำคัญอย่างไร?

ถุงยางอนามัยคืออุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV หนองใน ซิฟิลิส เริม และ HPV แม้ถุงยางจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่หากเลือกขนาดถูกต้อง สวมใส่อย่างถูกวิธี และใช้ทุกครั้งตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรมทางเพศ ก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมาก

ถุงยางอนามัย เริ่มต้นมาจาก

ถุงยางอนามัย หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Condom ซึ่งมาจากภาษาละติน Condus ที่แปลว่า ภาชนะรองรับ หรือถุงใส่ข้าว จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่า ในสมัยของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งประเทศอียิปต์โบราณ เมื่อกว่า 5,000 ปีมาแล้ว มีการนำลำไส้ของสัตว์มาทำให้คล้ายกับอวัยวะเพศชายใช้สวมขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ต่อมาได้มีการนำผ้าลินิน มาเป็นปลอกสวมอวัยวะเพศชาย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการนำเอาลำไส้ของแกะ และยางธรรมชาติมาใช้ผลิตถุงยางอนามัย จนเริ่มมีการใช้ถุงยางอนามัยที่ประเทศฝั่งยุโรป อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้มีการป้องกันนี้มากขึ้น เพราะช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มีทหารที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงเล็งเห็นความสำคัญของการใช้ถุงยางอนามัย นับตั้งแต่นั้นมา

ถุงยางอนามัย มีกี่ประเภท

ถุงยางอนามัย จะแบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำขึ้นมา โดยมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

ถุงยางอนามัย ที่ทำจากลำไส้สัตว์

ผลิตจากลำไส้ส่วนล่างของแกะ สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้สวมอยู่ จึงทำให้ความรู้สึกดีขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ถุงยางอนามัยชนิดนี้ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย เนื่องจากมีราคาแพง และยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เพราะผิวของวัสดุที่นำมาทำถุงยางอนามัยมีรูพรุนเล็กๆ ที่กันได้เฉพาะน้ำอสุจิเท่านั้น
ถึงเวลาตรวจ HIV หรือยัง? * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ดูบริการตรวจ HIV

ถุงยางอนามัย ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ

ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ ที่มีความบาง และยืดหยุ่นได้ดีกว่าแบบแรก สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกกระชับแนบเนื้อ สามารถใช้คุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และมีราคาไม่แพง หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป

ถุงยางอนามัย ที่ทำจากสารสังเคราะห์

ผลิตจากสารโพลียูริเทน (Polyurethane) หรือที่นิยมเรียกกันว่า PU ที่มีความคงทนกว่าแบบน้ำยางธรรมชาติ สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยางธรรมชาติ สามารถใช้คุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันร่วมด้วย ซึ่งไม่มีผลทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมคุณภาพแต่อย่างใด

ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง

ถุงยางอนามัยของผู้หญิงจะมีลักษณะเป็นถุงโปร่งแสง ทรงกระบอก ปลายมน ทำจากโพลียูริเทน มีห่วงติดอยู่ หรือเรียกว่า “ขอบนอก” มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร ภายในก้นถุงยางอนามัยเป็นปลายตัน และมีห่วงอีกหนึ่งอันอยู่ด้านใน หรือเรียกว่า “ขอบใน” มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร ถุงยางอนามัยผู้หญิงจะมีความเหนียวทนทาน บางกว่า และนุ่มกว่า โดยเฉพาะถุงยางอนามัยที่ทำจากยาง Latex จะสามารถแนบไปกับผิวช่องคลอดได้ดีกว่าวัสดุอื่น ทำให้ผู้หญิงเราสามารถป้องกันตัวเองจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ ถุงยางอนามัยแบบนี้ จะเหมาะกับคู่รักที่ฝ่ายชายไม่ชอบสวมถุงยางอนามัย เพราะขนาดของถุงยางอนามัยผู้หญิงมีความกว้าง และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดขณะมีกิจกรรม แต่ถุงยางอนามัยของผู้หญิงนี้ยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก เพราะผู้หญิงบางคนก็รู้สึกว่าเวลาใช้งานค่อนข้างลำบาก รูปร่างเทอะทะ แอบกังวลว่าจะหลุดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ หากช่องคลอดของผู้หญิงมีขนาดเล็ก ที่สำคัญ ถุงยางอนามัยของผู้หญิงมีราคาแพงกว่าของผู้ชายหลายเท่า

การเลือกซื้อถุงยางอนามัย

เลือกรูปแบบ และขนาดของถุงยางอนามัยที่เหมาะสม ขนาดของถุงยางอนามัย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการเลือกใช้งานแต่ละครั้ง เพราะหากคุณสวมถุงยางที่มีขนาดใหญ่เกินไป อาจเกิดการหลุดขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้ หรือหากสวมถุงยางอนามัยที่มีขนาดเล็กเกินไป อาจเกิดการฉีกขาด หรือแตกรั่วได้เช่นกัน ในประเทศไทยจะมีจำหน่ายเพียง 2 ขนาด คือ
  • ขนาดกว้าง 49 มิลลิเมตร ยาว 160 มิลลิเมตร
  • ขนาดกว้าง 52 มิลลิเมตร ยาว 180 มิลลิเมตร
ใครที่เพิ่งเคยใช้ถุงยางอนามัย อาจลองเลือกซื้อต่างขนาดกัน และนำมาสวม เพื่อดูว่าขนาดไหนจึงจะพอเหมาะกับองคชาติของคุณ หรือใช้วิธีวัดขนาดแบบง่ายๆ คือ ใช้สายวัด วัดเส้นรอบวงช่วงกึ่งกลางขององคชาติในขณะที่กำลังแข็งตัวเต็มที่ (หน่วยมิลลิเมตร) ได้เท่าไรแล้วให้เอาจำนวนนั้นหารด้วย 2 เช่น ถ้าวัดเส้นรอบวงได้ 104 มิลลิเมตร หารด้วย 2 ก็จะได้ถุงยางอนามัยเบอร์ 52 เป็นต้น แต่โปรดจำไว้ว่าขนาดของถุงยางอนามัยที่ดี จะต้องใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่รัด และไม่หลวมมากจนเกินไป

รูปแบบของถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยยังแบ่งออกตามลักษณะผิว กลิ่น สี และอื่นๆ เนื่องด้วย การที่ผู้ผลิตได้ทำออกมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน โดยมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่
  • วัสดุที่ผลิตถุงยางอนามัย จากลำไส้สัตว์ น้ำยางธรรมชาติ และสารสังเคราะห์
  • ขนาดของถุงยางอนามัย จะมีตั้งแต่ขนาด 44-56 มิลลิเมตร
  • ความบางของถุงยางอนามัย มาตรฐานทั่วไปจะมีความหนาประมาณ 0.05-0.07 มิลลิเมตร และมีรุ่นที่บางพิเศษ คือ 0.02-0.01 มิลลิเมตรออกมาจำหน่ายด้วย
  • รูปทรง แบบกระบอกตรงธรรมดา และแบบลูกคลื่น และผิวถุงยางมีทั้งแบบเรียบ แบบผิวไม่เรียบ และแบบขรุขระที่ช่วยสร้างความรู้สึกระหว่างร่วมเพศได้มากขึ้น
  • มีการเพิ่มกลิ่น และรสชาติเข้าไปหลายรสชาติ เพื่อเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางเพศอย่าง ออรัลเซ็กส์
  • สี มีทั้งแบบใส แบบขุ่น แบบสีเดี่ยว สีหลายสี และแบบเรืองแสงก็มีด้วยเช่นกัน
  • เพิ่มสารอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น สารหล่อลื่นพิเศษ สารชะลอการหลั่งน้ำอสุจิ สารฆ่าเชื้ออสุจิ สารป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

ตรวจสอบถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยที่พร้อมใช้งาน จะต้องยังไม่หมดอายุ และมีสภาพปกติ ใครที่ชอบเก็บถุงยางอนามัยไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดร้อนๆ หรือในอุณหภูมิห้องที่มีความชื้นสูง จะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพได้เร็วมากขึ้น รวมไปถึง การเก็บถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าสตางค์ก็จะทำถูกกดทับบ่อย จนเป็นเหตุทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่าย

วิธีใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง

  • เริ่มฉีกซองถุงยางอนามัยอย่างระมัดระวัง ควรฉีกที่บริเวณขอบซองด้านใดด้านหนึ่ง อย่าให้เล็บ หรือฟันฉีกโดนตัวถุงยางอนามัย ไม่ควรใช้มีด หรือกรรไกรตัดซอง เพราะอาจตัดไปโดนถุงยางอนามัยจนฉีกขาดได้
  • ควรสวมถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวเท่านั้น โดยก่อนใส่ให้บีบกระเปาะตรงปลายถุง เพื่อไล่ลมออก ทำการสวมลงไป และรูดให้สุดโคนอวัยวะเพศ และต้องให้แน่ใจว่าสวมคลุมจนสุดพอดีแล้ว
  • หากมีกิจกรรมนานกว่า 30 นาที ควรเปลี่ยนถุงยางอนามัยอันใหม่ เพื่อลดการเสื่อมสภาพ และไม่ควรใช้อันเก่าซ้ำ เนื่องจากถุงยางอนามัยถูกออกแบบมาให้ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
  • เมื่อเสร็จกิจแล้วให้ถอดถุงยางอนามัยออกขณะที่อวัยวะเพศยังแข็งตัวอยู่
  • ทิ้งถุงยางอนามัยโดยใส่ในซอง และห่อกระดาษทิชชู่อีกชั้นหนึ่ง ลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด ไม่ควรทิ้งถุงยางอนามัยลงในชักโครก เพราะอาจทำให้ส้วมตันได้
  • ระหว่างมีเพศสัมพันธ์หากถุงยางอนามัยหลุดออก หรือแตกรั่ว ควรรีบถอดถุงยางอนามัยทิ้งทันที และรีบไปพบแพทย์ เพื่อติดต่อขอรับเป็ป (PEP) หรือยาต้านฉุกเฉิน

ข้อดีและข้อเสียของถุงยางอนามัย

  • ป้องกันการตั้งครรภ์ ช่วยคุมกำเนิดได้ดี
  • ป้องกันเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ช่วยทำให้มีกิจกรรมทางเพศที่ยาวนานขึ้น ยืดเวลาการหลั่งน้ำอสุจิในเพศชาย
  • เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และพกพาสะดวก
ถึงแม้ว่า ถุงยางอนามัยจะมีข้อดีมากมาย แต่ถุงยางอนามัยเองก็ไม่อาจป้องกันการตั้งครรภ์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เต็ม 100% เพราะยังมีการติดต่อจากการสัมผัสเสียดสีของผิวหนังที่ถุงยางอนามัยครอบไม่ถึง นอกจากนี้ บางคนไม่รู้วิธีเก็บ และวิธีใช้ที่ถูกต้อง ก็ส่งผลให้การใช้ถุงยางอนามัยไม่ได้ผลเต็มที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ถุงยางอนามัย

แม้ว่าหลายคนจะใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ แต่ยังพบข้อผิดพลาดที่อาจลดประสิทธิภาพในการป้องกันได้ เช่น การสวมถุงยางกลับด้านแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ การไม่บีบกระเปาะปลายถุงเพื่อไล่อากาศก่อนสวม การใช้ถุงยางที่หมดอายุ หรือการเก็บถุงยางไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือรถยนต์เป็นเวลานานจนวัสดุเสื่อมสภาพ

อีกความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ การสวมถุงยางอนามัยสองชั้นพร้อมกัน โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง การใช้ถุงยางสองชั้นจะเพิ่มแรงเสียดสีระหว่างถุงยางทั้งสองชิ้น ทำให้มีโอกาสฉีกขาดหรือหลุดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้ถุงยางอนามัยเพียงหนึ่งชิ้นต่อการมีเพศสัมพันธ์หนึ่งครั้ง และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งเมื่อเริ่มกิจกรรมครั้งใหม่

ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศ เพราะช่วยลดความเสี่ยงทั้งการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเลือกขนาดให้พอดี ตรวจวันหมดอายุ เก็บรักษาอย่างถูกต้อง และสวมใส่ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์จนจบกิจกรรม คือหัวใจสำคัญของการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุถุงยางแตก หลุด หรือรั่ว ควรหยุดกิจกรรมทันทีและขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือคลินิกสุขภาพทางเพศโดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อ HIV ซึ่งยา PEP ควรเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดความเสี่ยง อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ อ้างอิงข้อมูลจาก: ☆ 10 ถุงยางอนามัยยี่ห้อไหนดี ปลอดภัย โดนใจคู่รัก ☆ ความรู้เกี่ยวกับ ถุงยาง รวมข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้ ☆ ถุงยางอนามัยอุปกรณ์ลดความเสี่ยงทั้งโรคติดต่อและการตั้งครรภ์  

วิธีใส่ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง ช่วยลดโอกาสรับหรือส่งต่อ HIV และ STI บางชนิด รวมถึงลดโอกาสตั้งครรภ์ แต่ต้องใช้ชิ้นใหม่ตั้งแต่เริ่มจนจบทุกครั้ง และเลือกวัสดุกับสารหล่อลื่นให้เข้ากัน

10 ขั้นตอนใช้ถุงยางภายนอก

  • เลือกขนาดและวัสดุที่เหมาะ ตรวจวันหมดอายุและมาตรฐานบนซอง
  • ดันถุงยางออกจากขอบซอง แล้วฉีกด้วยนิ้ว ไม่ใช้ฟัน กรรไกร หรือของคม
  • ดูด้านม้วนให้ถูกก่อนสัมผัสอวัยวะเพศ หากใส่กลับด้านแล้วสัมผัสปลาย ให้ทิ้งและใช้ชิ้นใหม่
  • หากไม่ได้ขลิบ ให้รูดหนังหุ้มปลายกลับอย่างสบายก่อนวางถุงยาง
  • บีบกระเปาะปลายเพื่อไล่อากาศและเหลือที่รับน้ำอสุจิ
  • รูดลงจนสุดโคน ไม่ปล่อยให้ม้วนค้างกลางลำ
  • เติมสารหล่อลื่นด้านนอกเพื่อลดการเสียดสี ใช้ชนิดน้ำหรือซิลิโคนกับถุงยางลาเท็กซ์
  • ตรวจระหว่างกิจกรรมว่าถุงยางยังอยู่และไม่ฉีก หากเปลี่ยนคู่หรือตำแหน่งให้เปลี่ยนชิ้นใหม่
  • หลังหลั่ง จับขอบที่โคนและถอนออกขณะยังแข็งตัวเพื่อป้องกันหลุด
  • ถอดโดยไม่ให้ของเหลวหก มัดหรือห่อ แล้วทิ้งถังขยะ ไม่ทิ้งชักโครก

ถุงยางแตก หลุด หรือรั่วควรทำอย่างไร

หยุด เปลี่ยนชิ้นใหม่ และพิจารณาความเสี่ยงตามของเหลว ตำแหน่งสัมผัส สถานะ HIV/การกดไวรัส การคุมกำเนิด และช่วงเวลา หากอาจสัมผัส HIV ให้ประเมิน PEP โดยเร็วและไม่เกิน 72 ชั่วโมง หากมีโอกาสตั้งครรภ์ให้ถามเรื่องการคุมกำเนิดฉุกเฉิน และนัดตรวจ STI ตามตำแหน่งกับช่วงเวลาที่เหมาะสม

อย่าสวนล้างช่องคลอดหรือทวารหนักด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะไม่ป้องกัน HIV/STI และอาจทำให้เยื่อบุระคายเคือง

คำถามที่พบบ่อย

ใส่ถุงยางสองชั้นปลอดภัยกว่าไหม?

ไม่ ควรใช้เพียงชิ้นเดียว การเสียดสีกันระหว่างถุงยางอาจเพิ่มโอกาสฉีกหรือเลื่อนหลุด

ใส่ถุงยางกลับด้านแล้วกลับมาใช้ต่อได้ไหม?

หากสัมผัสปลายอวัยวะเพศแล้วให้ทิ้งและใช้ชิ้นใหม่ เพราะด้านนั้นอาจมีของเหลวก่อนหลั่ง

ใช้น้ำมันมะพร้าวกับถุงยางได้ไหม?

น้ำมันอาจทำให้ลาเท็กซ์อ่อนแอและแตก ใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำหรือซิลิโคนกับลาเท็กซ์ และตรวจฉลากเมื่อใช้วัสดุชนิดอื่น

แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: CDC: Condom Use · CDC: Preventing HIV with Condoms

แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล

  1. CDC: About Sexually Transmitted Infections เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  2. CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  3. CDC: Condom Use เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี