วิธีใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง 10 ขั้นตอน
วิธีใส่ถุงยางตั้งแต่ตรวจซอง บีบปลาย รูดให้สุด ใช้สารหล่อลื่น จนถึงถอดทิ้ง พร้อมวิธีรับมือเมื่อถุงยางแตก หลุด หรือใส่กลับด้าน
Read in English
สารบัญ
ถุงยางอนามัยคืออะไร และสำคัญอย่างไร?
ถุงยางอนามัยคืออุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV หนองใน ซิฟิลิส เริม และ HPV แม้ถุงยางจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่หากเลือกขนาดถูกต้อง สวมใส่อย่างถูกวิธี และใช้ทุกครั้งตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรมทางเพศ ก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมาก
ถุงยางอนามัย เริ่มต้นมาจาก
ถุงยางอนามัย หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Condom ซึ่งมาจากภาษาละติน Condus ที่แปลว่า ภาชนะรองรับ หรือถุงใส่ข้าว จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่า ในสมัยของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งประเทศอียิปต์โบราณ เมื่อกว่า 5,000 ปีมาแล้ว มีการนำลำไส้ของสัตว์มาทำให้คล้ายกับอวัยวะเพศชายใช้สวมขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ต่อมาได้มีการนำผ้าลินิน มาเป็นปลอกสวมอวัยวะเพศชาย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการนำเอาลำไส้ของแกะ และยางธรรมชาติมาใช้ผลิตถุงยางอนามัย จนเริ่มมีการใช้ถุงยางอนามัยที่ประเทศฝั่งยุโรป อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้มีการป้องกันนี้มากขึ้น เพราะช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มีทหารที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงเล็งเห็นความสำคัญของการใช้ถุงยางอนามัย นับตั้งแต่นั้นมาถุงยางอนามัย มีกี่ประเภท
ถุงยางอนามัย จะแบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำขึ้นมา โดยมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน ดังนี้ถุงยางอนามัย ที่ทำจากลำไส้สัตว์
ผลิตจากลำไส้ส่วนล่างของแกะ สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้สวมอยู่ จึงทำให้ความรู้สึกดีขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ถุงยางอนามัยชนิดนี้ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย เนื่องจากมีราคาแพง และยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เพราะผิวของวัสดุที่นำมาทำถุงยางอนามัยมีรูพรุนเล็กๆ ที่กันได้เฉพาะน้ำอสุจิเท่านั้นถุงยางอนามัย ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ
ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ ที่มีความบาง และยืดหยุ่นได้ดีกว่าแบบแรก สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกกระชับแนบเนื้อ สามารถใช้คุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และมีราคาไม่แพง หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปถุงยางอนามัย ที่ทำจากสารสังเคราะห์
ผลิตจากสารโพลียูริเทน (Polyurethane) หรือที่นิยมเรียกกันว่า PU ที่มีความคงทนกว่าแบบน้ำยางธรรมชาติ สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำยางธรรมชาติ สามารถใช้คุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันร่วมด้วย ซึ่งไม่มีผลทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมคุณภาพแต่อย่างใดถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง
ถุงยางอนามัยของผู้หญิงจะมีลักษณะเป็นถุงโปร่งแสง ทรงกระบอก ปลายมน ทำจากโพลียูริเทน มีห่วงติดอยู่ หรือเรียกว่า “ขอบนอก” มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร ภายในก้นถุงยางอนามัยเป็นปลายตัน และมีห่วงอีกหนึ่งอันอยู่ด้านใน หรือเรียกว่า “ขอบใน” มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร ถุงยางอนามัยผู้หญิงจะมีความเหนียวทนทาน บางกว่า และนุ่มกว่า โดยเฉพาะถุงยางอนามัยที่ทำจากยาง Latex จะสามารถแนบไปกับผิวช่องคลอดได้ดีกว่าวัสดุอื่น ทำให้ผู้หญิงเราสามารถป้องกันตัวเองจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ ถุงยางอนามัยแบบนี้ จะเหมาะกับคู่รักที่ฝ่ายชายไม่ชอบสวมถุงยางอนามัย เพราะขนาดของถุงยางอนามัยผู้หญิงมีความกว้าง และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดขณะมีกิจกรรม แต่ถุงยางอนามัยของผู้หญิงนี้ยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก เพราะผู้หญิงบางคนก็รู้สึกว่าเวลาใช้งานค่อนข้างลำบาก รูปร่างเทอะทะ แอบกังวลว่าจะหลุดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ หากช่องคลอดของผู้หญิงมีขนาดเล็ก ที่สำคัญ ถุงยางอนามัยของผู้หญิงมีราคาแพงกว่าของผู้ชายหลายเท่าการเลือกซื้อถุงยางอนามัย
เลือกรูปแบบ และขนาดของถุงยางอนามัยที่เหมาะสม ขนาดของถุงยางอนามัย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการเลือกใช้งานแต่ละครั้ง เพราะหากคุณสวมถุงยางที่มีขนาดใหญ่เกินไป อาจเกิดการหลุดขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้ หรือหากสวมถุงยางอนามัยที่มีขนาดเล็กเกินไป อาจเกิดการฉีกขาด หรือแตกรั่วได้เช่นกัน ในประเทศไทยจะมีจำหน่ายเพียง 2 ขนาด คือ- ขนาดกว้าง 49 มิลลิเมตร ยาว 160 มิลลิเมตร
- ขนาดกว้าง 52 มิลลิเมตร ยาว 180 มิลลิเมตร
รูปแบบของถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยยังแบ่งออกตามลักษณะผิว กลิ่น สี และอื่นๆ เนื่องด้วย การที่ผู้ผลิตได้ทำออกมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน โดยมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่- วัสดุที่ผลิตถุงยางอนามัย จากลำไส้สัตว์ น้ำยางธรรมชาติ และสารสังเคราะห์
- ขนาดของถุงยางอนามัย จะมีตั้งแต่ขนาด 44-56 มิลลิเมตร
- ความบางของถุงยางอนามัย มาตรฐานทั่วไปจะมีความหนาประมาณ 0.05-0.07 มิลลิเมตร และมีรุ่นที่บางพิเศษ คือ 0.02-0.01 มิลลิเมตรออกมาจำหน่ายด้วย
- รูปทรง แบบกระบอกตรงธรรมดา และแบบลูกคลื่น และผิวถุงยางมีทั้งแบบเรียบ แบบผิวไม่เรียบ และแบบขรุขระที่ช่วยสร้างความรู้สึกระหว่างร่วมเพศได้มากขึ้น
- มีการเพิ่มกลิ่น และรสชาติเข้าไปหลายรสชาติ เพื่อเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางเพศอย่าง ออรัลเซ็กส์
- สี มีทั้งแบบใส แบบขุ่น แบบสีเดี่ยว สีหลายสี และแบบเรืองแสงก็มีด้วยเช่นกัน
- เพิ่มสารอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น สารหล่อลื่นพิเศษ สารชะลอการหลั่งน้ำอสุจิ สารฆ่าเชื้ออสุจิ สารป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
ตรวจสอบถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยที่พร้อมใช้งาน จะต้องยังไม่หมดอายุ และมีสภาพปกติ ใครที่ชอบเก็บถุงยางอนามัยไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดร้อนๆ หรือในอุณหภูมิห้องที่มีความชื้นสูง จะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพได้เร็วมากขึ้น รวมไปถึง การเก็บถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าสตางค์ก็จะทำถูกกดทับบ่อย จนเป็นเหตุทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่ายวิธีใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง
- เริ่มฉีกซองถุงยางอนามัยอย่างระมัดระวัง ควรฉีกที่บริเวณขอบซองด้านใดด้านหนึ่ง อย่าให้เล็บ หรือฟันฉีกโดนตัวถุงยางอนามัย ไม่ควรใช้มีด หรือกรรไกรตัดซอง เพราะอาจตัดไปโดนถุงยางอนามัยจนฉีกขาดได้
- ควรสวมถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวเท่านั้น โดยก่อนใส่ให้บีบกระเปาะตรงปลายถุง เพื่อไล่ลมออก ทำการสวมลงไป และรูดให้สุดโคนอวัยวะเพศ และต้องให้แน่ใจว่าสวมคลุมจนสุดพอดีแล้ว
- หากมีกิจกรรมนานกว่า 30 นาที ควรเปลี่ยนถุงยางอนามัยอันใหม่ เพื่อลดการเสื่อมสภาพ และไม่ควรใช้อันเก่าซ้ำ เนื่องจากถุงยางอนามัยถูกออกแบบมาให้ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
- เมื่อเสร็จกิจแล้วให้ถอดถุงยางอนามัยออกขณะที่อวัยวะเพศยังแข็งตัวอยู่
- ทิ้งถุงยางอนามัยโดยใส่ในซอง และห่อกระดาษทิชชู่อีกชั้นหนึ่ง ลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด ไม่ควรทิ้งถุงยางอนามัยลงในชักโครก เพราะอาจทำให้ส้วมตันได้
- ระหว่างมีเพศสัมพันธ์หากถุงยางอนามัยหลุดออก หรือแตกรั่ว ควรรีบถอดถุงยางอนามัยทิ้งทันที และรีบไปพบแพทย์ เพื่อติดต่อขอรับเป็ป (PEP) หรือยาต้านฉุกเฉิน
ข้อดีและข้อเสียของถุงยางอนามัย
- ป้องกันการตั้งครรภ์ ช่วยคุมกำเนิดได้ดี
- ป้องกันเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
- ช่วยทำให้มีกิจกรรมทางเพศที่ยาวนานขึ้น ยืดเวลาการหลั่งน้ำอสุจิในเพศชาย
- เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และพกพาสะดวก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ถุงยางอนามัย
แม้ว่าหลายคนจะใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ แต่ยังพบข้อผิดพลาดที่อาจลดประสิทธิภาพในการป้องกันได้ เช่น การสวมถุงยางกลับด้านแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ การไม่บีบกระเปาะปลายถุงเพื่อไล่อากาศก่อนสวม การใช้ถุงยางที่หมดอายุ หรือการเก็บถุงยางไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือรถยนต์เป็นเวลานานจนวัสดุเสื่อมสภาพ
อีกความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ การสวมถุงยางอนามัยสองชั้นพร้อมกัน โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง การใช้ถุงยางสองชั้นจะเพิ่มแรงเสียดสีระหว่างถุงยางทั้งสองชิ้น ทำให้มีโอกาสฉีกขาดหรือหลุดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้ถุงยางอนามัยเพียงหนึ่งชิ้นต่อการมีเพศสัมพันธ์หนึ่งครั้ง และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งเมื่อเริ่มกิจกรรมครั้งใหม่
ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศ เพราะช่วยลดความเสี่ยงทั้งการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเลือกขนาดให้พอดี ตรวจวันหมดอายุ เก็บรักษาอย่างถูกต้อง และสวมใส่ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์จนจบกิจกรรม คือหัวใจสำคัญของการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุถุงยางแตก หลุด หรือรั่ว ควรหยุดกิจกรรมทันทีและขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือคลินิกสุขภาพทางเพศโดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อ HIV ซึ่งยา PEP ควรเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดความเสี่ยง อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ- เลือก ขนาดถุงยางอนามัย อย่างไร? ความสำคัญของการเลือกที่ถูกต้อง
- บทบาทของถุงยางอนามัย คู่มือการป้องกันโรค และวางแผนครอบครัว
วิธีใส่ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง ช่วยลดโอกาสรับหรือส่งต่อ HIV และ STI บางชนิด รวมถึงลดโอกาสตั้งครรภ์ แต่ต้องใช้ชิ้นใหม่ตั้งแต่เริ่มจนจบทุกครั้ง และเลือกวัสดุกับสารหล่อลื่นให้เข้ากัน
10 ขั้นตอนใช้ถุงยางภายนอก
- เลือกขนาดและวัสดุที่เหมาะ ตรวจวันหมดอายุและมาตรฐานบนซอง
- ดันถุงยางออกจากขอบซอง แล้วฉีกด้วยนิ้ว ไม่ใช้ฟัน กรรไกร หรือของคม
- ดูด้านม้วนให้ถูกก่อนสัมผัสอวัยวะเพศ หากใส่กลับด้านแล้วสัมผัสปลาย ให้ทิ้งและใช้ชิ้นใหม่
- หากไม่ได้ขลิบ ให้รูดหนังหุ้มปลายกลับอย่างสบายก่อนวางถุงยาง
- บีบกระเปาะปลายเพื่อไล่อากาศและเหลือที่รับน้ำอสุจิ
- รูดลงจนสุดโคน ไม่ปล่อยให้ม้วนค้างกลางลำ
- เติมสารหล่อลื่นด้านนอกเพื่อลดการเสียดสี ใช้ชนิดน้ำหรือซิลิโคนกับถุงยางลาเท็กซ์
- ตรวจระหว่างกิจกรรมว่าถุงยางยังอยู่และไม่ฉีก หากเปลี่ยนคู่หรือตำแหน่งให้เปลี่ยนชิ้นใหม่
- หลังหลั่ง จับขอบที่โคนและถอนออกขณะยังแข็งตัวเพื่อป้องกันหลุด
- ถอดโดยไม่ให้ของเหลวหก มัดหรือห่อ แล้วทิ้งถังขยะ ไม่ทิ้งชักโครก
ถุงยางแตก หลุด หรือรั่วควรทำอย่างไร
หยุด เปลี่ยนชิ้นใหม่ และพิจารณาความเสี่ยงตามของเหลว ตำแหน่งสัมผัส สถานะ HIV/การกดไวรัส การคุมกำเนิด และช่วงเวลา หากอาจสัมผัส HIV ให้ประเมิน PEP โดยเร็วและไม่เกิน 72 ชั่วโมง หากมีโอกาสตั้งครรภ์ให้ถามเรื่องการคุมกำเนิดฉุกเฉิน และนัดตรวจ STI ตามตำแหน่งกับช่วงเวลาที่เหมาะสม
อย่าสวนล้างช่องคลอดหรือทวารหนักด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะไม่ป้องกัน HIV/STI และอาจทำให้เยื่อบุระคายเคือง
คำถามที่พบบ่อย
ใส่ถุงยางสองชั้นปลอดภัยกว่าไหม?
ไม่ ควรใช้เพียงชิ้นเดียว การเสียดสีกันระหว่างถุงยางอาจเพิ่มโอกาสฉีกหรือเลื่อนหลุด
ใส่ถุงยางกลับด้านแล้วกลับมาใช้ต่อได้ไหม?
หากสัมผัสปลายอวัยวะเพศแล้วให้ทิ้งและใช้ชิ้นใหม่ เพราะด้านนั้นอาจมีของเหลวก่อนหลั่ง
ใช้น้ำมันมะพร้าวกับถุงยางได้ไหม?
น้ำมันอาจทำให้ลาเท็กซ์อ่อนแอและแตก ใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำหรือซิลิโคนกับลาเท็กซ์ และตรวจฉลากเมื่อใช้วัสดุชนิดอื่น
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจทาน: CDC: Condom Use · CDC: Preventing HIV with Condoms
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล
- CDC: About Sexually Transmitted Infections เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: STI Treatment Guidelines เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
- CDC: Condom Use เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569


