ถุงยางอนามัยรั่ว ถ้าไม่ระวัง!

ถุงยางอนามัยรั่ว

หลายคนในที่นี้เมื่อคิดที่จะมีเพศสัมพันธ์ ก็ต้องป้องกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนที่กังวลว่า ถุงยางอนามัย ที่ใช้จะรั่วหรือไม่ แล้วจะเสี่ยงต่อโรคหรือไม่ วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากครับ “ความจริงแล้วเปอร์เซ็นต์ที่ ถุงยางอนามัยรั่ว แทบจะไม่มีเลย” เนื่องจากถุงยางอนามัยถือว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ที่ต้องผ่านการรับรองคุณภาพจากองค์อาหารและยา (อย.) และต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกจำหน่าย กรณีที่เกิดการรั่วซึม หรือเสื่อมคุณภาพของถุงยางอนามัย จะเกิดได้หลายแบบ เช่น ทิ้งไว้นานจนหมดอายุ เก็บไว้ในที่ร้อนมาก ๆ หรือโดนแดด เป็นต้น

วิธีสังเกตถุงยางอนามัยว่ารั่วหรือไม่

ก่อนมีเพศสัมพันธ์ทำได้โดย เมื่อสวมถุงยางอนามัยเข้าไปแล้ว จะมีกระเปราะเล็ก ๆ อยู่ตรงปลาย ถ้าถุงยางอนามัยรั่ว เวลากดกระเปราะตรงปลาย จะยุบตัวแล้วไม่คืนสภาพเดิม แต่ถ้ากดตรงปลายแล้วกระเปาะคืนสภาพเดิม ก็แสดงว่าใช้ได้ จากนั้นเมื่อทดสอบเสร็จแล้ว ก็ควรบีบปลายกระเปาะ เพื่อไล่ลมออกก่อน ซึ่งการไล่ลมจะช่วยทำให้ถุงยางอนามัย ไม่รั่วหรือแตกขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์อยู่ หรืออีกวิธีหนึ่งหลังจากเสร็จกิจแล้ว ให้ลองนำถุงยางอนามัยไปใส่น้ำ ถ้าน้ำซึม ๆ ออกมาก็แสดงว่า ถุงยางอนามัยรั่ว แต่ถ้าไม่มี ก็ถือว่าเราปลอดภัย ทั้งนี้ คุณก็ควรใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี ดังนี้

  • ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้งาน เพื่อไม่ให้เวลาใช้งานแล้วทำให้ ถุงยางอนามัยรั่ว
  • หากถุงยางอนามัยหมดอายุแล้ว อย่านำมาใช้มีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด คุณภาพของมันอาจทำให้เกิดปัญหา ถุงยางอนามัยรั่ว หรือฉีกขาดได้ง่าย
  • การเลือกขนาดของถุงยางอนามัยให้เหมาะสมกับน้องชายก็เป็นสิ่งสำคัญ
  • ควรฉีกซองบรรจุถุงยางอนามัยอย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้เล็บจิกหรืออุปกรณ์ที่มีคมแกะ
  • สวมถุงยางอนามัย ขณะที่อวัยวะเพศชายมีการแข็งตัวก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดโอกาสการเกิด ถุงยางอนามัยรั่ว ขณะใช้งานได้เกือบ 100%
  • บีบกระเปาะถุงยาง และค่อยๆ รูดถุงยางลงมา รูดถุงยางให้สุดๆ ถึงโคนอวัยวะเพศ
  • เมื่อมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้ว ให้ถอนอวัยวะเพศก่อนอ่อนตัว แล้วค่อยๆ รูดถุงยางอนามัยออก ทำการห่อถุงยางอนามัยให้มิดชิดและทิ้งลงทั้งขยะ
ถุงยางแตก

เพียงเท่านี้คุณก็มั่นใจได้แล้วว่าสิ่งที่น่ากังวลอย่างเรื่อง ถุงยางอนามัยรั่ว ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปและจะปลอดภัยจากการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ครับ