Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจาก ART และวิธีรับมืออย่างเหมาะสม

TDF TAF 3TC และ TLD คืออะไร แยกชื่อตัวยากับสูตรยาต้าน HIV พร้อมวิธีแจ้งผลข้างเคียงและอาการที่ต้องรับการดูแลเร่งด่วน

Read in English ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจาก ART และวิธีรับมืออย่างเหมาะสม
สารบัญ

TDF กับ TAF เป็นยาเดียวกันหรือสลับกันเองได้ไหม?

เป็นคนละรูปแบบของ tenofovir คือ tenofovir disoproxil fumarate และ tenofovir alafenamide ขนาดยาและการเลือกใช้ไม่เหมือนกัน ต้องดูสูตร สุขภาพไต กระดูก และปัจจัยอื่นร่วมกัน ไม่สลับหรือเทียบจำนวนมิลลิกรัมเอง

TLD กับ 3TC คืออะไร เป็นชื่อยาเม็ดเดียวกันไหม?

3TC คือ lamivudine ส่วน TLD เป็นตัวย่อของสูตรที่มี TDF, lamivudine และ dolutegravir การเห็นชื่อยาตัวหนึ่งจึงไม่บอกสูตรทั้งหมด ต้องอ่านฉลากจริงและคำสั่งใช้ ไม่ระบุยาจากสีเม็ดหรือชื่อที่จำได้อย่างเดียว

ผลข้างเคียงแบบไหนไม่ควรรอถึงนัดครั้งหน้า?

หากมีหายใจลำบาก หน้าหรือปากบวม ผื่นรุนแรงร่วมไข้ หรืออาการทรุดเร็ว ให้ไปฉุกเฉินพร้อมรายการยา ส่วนอาการที่รบกวนแต่ไม่ฉุกเฉินควรติดต่อคลินิกเพื่อประเมินและวางแผนรักษาอย่างปลอดภัย

แหล่งข้อมูลสำหรับคำตอบเหล่านี้

ยาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral Therapy: ART) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในร่างกายแล้ว ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเริ่มใช้ยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุดหลังทราบผลติดเชื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์ทุกคนแนะนำ เนื่องจากนอกจากจะช่วยปกป้องสุขภาพของผู้ติดเชื้อเองแล้ว ยังเป็นการลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ยาต้านไวรัสเอชไอวีจะมีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยกว่ายาในยุคก่อนมาก แต่ก็อาจเกิด ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี ได้ในบางราย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของยาและสภาพร่างกายของแต่ละคน การรู้เท่าทันและเข้าใจผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี ไม่หยุดยาเองโดยพลการ และรับมือได้อย่างมั่นใจหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้น ในบทความนี้ เราจะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอชไอวีที่พบบ่อย รวมถึง วิธีการรับมือและดูแลตนเอง เพื่อให้ผู้ใช้ยาทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีสุขภาพดีในระยะยาว

ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร

ยาต้านไวรัสเอชไอวี คือยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งวงจรการแบ่งตัวของไวรัสในร่างกาย ทำให้เชื้อไม่สามารถทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ได้ เมื่อรับประทานต่อเนื่องทุกวันตามแพทย์สั่ง จะทำให้ปริมาณเชื้อ (Viral Load) ลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ หรือที่เรียกว่า “U=U” (Undetectable = Untransmittable) ซึ่งหมายถึง “ตรวจไม่พบเชื้อ ก็ไม่แพร่เชื้อ” ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย แต่ช่วยควบคุมให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ปกติ สุขภาพดี และป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว

ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีกี่กลุ่ม?

ในปัจจุบัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral Drugs: ARVs) มีหลายกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งไวรัสในแต่ละขั้นตอนของการเพิ่มจำนวนเชื้อในร่างกาย โดยแนวทางการรักษาปี 2024–2025 ได้พัฒนาให้มียาออกฤทธิ์ยาว ปลอดภัย และผลข้างเคียงน้อยลงกว่ายุคก่อนมาก ยาต้านไวรัสเอชไอวีหลัก ๆ ที่ใช้ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 6 กลุ่มสำคัญ ดังนี้

ตรวจ HIV ใกล้บ้านอย่างเป็นส่วนตัว * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ค้นหาสถานบริการ

1. Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs)

กลุ่มยาที่เป็นพื้นฐานของเกือบทุกสูตรยา ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง DNA ของไวรัสในขั้นตอนแรกของการจำลองตัว ทำให้เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน:

  • Tenofovir disoproxil fumarate (TDF)
  • Tenofovir alafenamide (TAF)
  • Emtricitabine (FTC)
  • Lamivudine (3TC)
  • Abacavir (ABC) (ใช้เฉพาะผู้ที่ตรวจ HLA-B57:01 แล้วไม่พบยีนแพ้ยา)*

หมายเหตุ: ยารุ่นเก่าอย่าง Didanosine (ddI), Stavudine (d4T), Zidovudine (AZT) และ Zalcitabine (ddC) ไม่ค่อยใช้แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากผลข้างเคียงสูง

2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ตัวเดียวกับ NRTIs แต่ทำงานคนละตำแหน่ง เพื่อยับยั้งไม่ให้ไวรัสคัดลอก RNA เป็น DNA

ตัวอย่างยาที่นิยมใช้:

  • Doravirine (DOR) – ยารุ่นใหม่ที่ผลข้างเคียงต่ำ
  • Rilpivirine (RPV) – ใช้ได้ดีในผู้ที่มีระดับไวรัสต่ำ (VL < 100,000 copies/mL)

ยารุ่นเก่าอย่าง Efavirenz (EFV), Nevirapine (NVP), Delavirdine (DLV) และ Etravirine (ETR) ถูกลดบทบาทลงเนื่องจากผลข้างเคียงทางระบบประสาทและตับ

3. Protease Inhibitors (PIs)

ยากลุ่มนี้ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสที่ไวรัสใช้สร้างโปรตีนใหม่ ทำให้ไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นไม่สมบูรณ์และไม่สามารถติดเชื้อได้

ตัวอย่างยาที่ใช้ในปัจจุบัน:

  • Darunavir/ritonavir (DRV/r) หรือ Darunavir/cobicistat (DRV/c)
  • Atazanavir/cobicistat (ATV/c) (ใช้ในบางกรณี)

ปัจจุบันยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ที่มีภาวะดื้อยา หรือเมื่อไม่สามารถใช้สูตรที่มี Integrase inhibitor ได้

4. Integrase Strand Transfer Inhibitors (INSTIs)

เป็นกลุ่มยาที่ “ทันสมัยที่สุด” และใช้เป็น สูตรหลักในการรักษาปัจจุบัน เพราะมีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ และเชื้อดื้อยาช้า ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Integrase ซึ่งไวรัสใช้ในการนำ DNA ของตนไปผสานกับ DNA ของมนุษย์

ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อย:

  • Bictegravir (BIC)
  • Dolutegravir (DTG)
  • Raltegravir (RAL)
  • (Elvitegravir (EVG) ยังมีใช้ในบางสูตรผสม แต่ไม่ใช่ตัวเลือกหลักแล้ว)

5. Entry/Fusion/Attachment Inhibitors

เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ “ก่อนไวรัสเข้าสู่เซลล์มนุษย์” ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อสามารถเกาะและหลอมรวมกับผนังเซลล์ได้

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้:

  • Maraviroc (MVC) – ต้านตัวรับ CCR5 ที่ไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์
  • Enfuvirtide (ENF/T-20) – ยาฉีดที่ยับยั้งการหลอมรวมของไวรัสกับเซลล์
  • Fostemsavir (FTR) – ยากลุ่ม attachment inhibitor สำหรับผู้ดื้อยาหลายกลุ่ม
  • Ibalizumab (IBA) – ยาฉีดชนิดโมโนโคลนอลแอนติบอดี (ใช้ในรายที่รักษายาก)

6. Capsid Inhibitor (ยาออกฤทธิ์ยาวรุ่นใหม่)

เป็นกลุ่มยานวัตกรรมล่าสุดที่ออกฤทธิ์ต่อ “เปลือกหุ้มไวรัส (capsid)” ทำให้ไวรัสไม่สามารถจำลองตัวได้ ตัวแทนยากลุ่มนี้คือ Lenacapavir (LNP) ซึ่งสามารถ ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน)

จุดเด่นของ Lenacapavir:

  • ใช้รักษาผู้ติดเชื้อที่ดื้อยาหลายกลุ่ม
  • ในปี 2025 ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้เป็นยา PrEP ฉีดทุก 6 เดือน ภายใต้ชื่อทางการค้า Yeztugo®

ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี แต่ละชนิดเป็นแบบไหน?

อาการส่วนใหญ่ถ้าเป็นระดับเล็กน้อยมักดีขึ้นเองใน 1-4 สัปดาห์แรก ห้ามหยุดยาเอง ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเพื่อพิจารณาปรับหรือสลับสูตร

กลุ่ม NRTIs (ยาพื้นฐานของเกือบทุกสูตร)

TDF (Tenofovir disoproxil fumarate)

  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย
  • ข้อควรระวัง: ไตทำงานลดลง/ภาวะกระดูกพรุน เลือกใช้ในรายไตปกติและติดตามค่าการทำงานของไตและความหนาแน่นกระดูกเป็นระยะ

ABC (Abacavir)

  • ผลข้างเคียง: ภาวะแพ้ยารุนแรง (hypersensitivity)
  • ข้อควรระวัง: ต้องตรวจ HLA-B*57:01 ก่อนเริ่มยา; มีข้อมูลบางส่วนชี้ความเสี่ยงโรคหัวใจในบางราย—พิจารณารายบุคคล

TAF (Tenofovir alafenamide)

  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: น้ำหนัก/ไขมันอาจเพิ่ม, อาการทางทางเดินอาหารเล็กน้อย
  • ข้อดี: ผลต่อไต/กระดูกดีกว่า TDF โดยรวม

FTC (Emtricitabine) / 3TC (Lamivudine)

  • ผลข้างเคียง: ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ผื่นเล็กน้อย (มักหายเอง)
  • ใช้จับคู่กับ TDF/TAF เป็นแกนหลักของสูตรสมัยใหม่
แนวทางปัจจุบันยังยืนยันบทบาท NRTIs คู่กับ INSTIs เป็นสูตรเริ่มต้นหลัก เช่น BIC/FTC/TAF หรือ DTG + (TDF/FTC หรือ TAF/FTC)
เริ่มดูแลตัวเองด้วยการตรวจ HIV * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ หาที่ตรวจใกล้ฉัน

กลุ่ม INSTIs (แกนหลักของสูตรยุคปัจจุบัน)

BIC (Bictegravir) / DTG (Dolutegravir)
  • ผลข้างเคียง: นอนไม่หลับ/เวียนศีรษะช่วงแรก, น้ำหนักอาจเพิ่มเล็กน้อย
  • จุดเด่น: ออกฤทธิ์แรง กดไวรัสเร็ว ผลข้างเคียงต่ำ เหมาะเป็นสูตรแรกเริ่มส่วนใหญ่
RAL (Raltegravir)
  • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่น (พบน้อย)
  • ใช้เป็นทางเลือกเมื่อไม่เหมาะกับ BIC/DTG
แนวทาง DHHS/IAS-USA ปีล่าสุดยังจัด INSTI-based regimen เป็น first-line สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่

ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี กลุ่ม NNRTIs (ใช้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น)

DOR (Doravirine)

  • ผลข้างเคียง: ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับเล็กน้อย—โดยรวมทนยาได้ดี

RPV (Rilpivirine)

  • ผลข้างเคียง: ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ อารมณ์ซึมเศร้าในบางราย
  • ข้อจำกัดสำคัญ: ใช้เริ่มต้นได้เฉพาะผู้ที่ Viral Load < 100,000 copies/mL และ CD4 > 200 เซลล์/มม.³ เท่านั้น (เพื่อเลี่ยงล้มเหลวในการรักษา)

NNRTIs รุ่นเก่าอย่าง EFV, NVP ถูกลดบทบาทจากผลข้างเคียงระบบประสาทหรือตับ และการดื้อยา

กลุ่ม PIs (Protease Inhibitors)

DRV/r หรือ DRV/c (Darunavir/ritonavir หรือ Darunavir/cobicistat)

  • ผลข้างเคียง: ท้องเสีย คลื่นไส้, ไตรกลีเซอไรด์/คอเลสเตอรอล/น้ำตาลในเลือดอาจสูง
  • ใช้เมื่อมีประวัติดื้อยา หรือใช้ INSTI ไม่ได้

ATV/c (Atazanavir/cobicistat) (ใช้เฉพาะบางกรณี)

  • ผลข้างเคียง: ตัวเหลืองตาเหลืองจาก unconjugated bilirubin สูง, อาการทางทางเดินอาหาร

ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี กลุ่มยาก่อน-เข้าเซลล์/ยับยั้งการเกาะ/ยาหลังเกาะ

Maraviroc (MVC) – ต้านตัวรับ CCR5

  • ผลข้างเคียง: ปวดท้อง เวียนศีรษะ ไอ ผื่น มีไข้เล็กน้อย

Fostemsavir (FTR) – Attachment inhibitor

  • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดศีรษะ

Ibalizumab (IBA) – Monoclonal antibody (post-attachment)

  • ผลข้างเคียง: ผื่น ท้องเสีย เวียนศีรษะ (ให้ในรายที่ดื้อยาหลายกลุ่ม)

Enfuvirtide (ENF/T-20) – Fusion inhibitor (ยาฉีดใต้ผิว)

  • ผลข้างเคียง: ปวด/บวม/คันบริเวณฉีด

ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี ที่ออกฤทธิ์ยาวรุ่นใหม่

Cabotegravir + Rilpivirine (Long-acting สำหรับ “การรักษา”)

  • ใช้ฉีดทุก 1–2 เดือนในผู้ที่กดไวรัสได้ดีแล้ว
  • ผลข้างเคียง: ปวด/ก้อนบริเวณฉีด ปวดศีรษะ คลื่นไส้ (มักไม่รุนแรง)

Lenacapavir (Capsid inhibitor)

  • ใช้รักษาผู้ดื้อยาหลายกลุ่ม และใน ปี 2025 ได้รับอนุมัติ “PrEP ฉีดทุก 6 เดือน” (ชื่อการค้า Yeztugo® ในสหรัฐฯ)
  • ผลข้างเคียง: ปฏิกิริยาบริเวณฉีด ปวดศีรษะ คลื่นไส้ (โดยรวมทนได้ดี)

เคล็ดลับรับมือ

  • อย่าหยุดยาเอง และนัดติดตามตามแพทย์สั่งเสมอ
  • อาการเล็กน้อยช่วงเริ่มยา (เวียนศีรษะ/นอนไม่หลับ/คลื่นไส้) มักดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์
  • แจ้งแพทย์ทันทีถ้ามี ผื่นทั้งตัว หายใจลำบาก ตาเหลืองตัวเหลือง ปวดท้องรุนแรง
  • ตรวจเลือดติดตาม การทำงานของไต/ตับ, ไขมัน, น้ำตาล, น้ำหนักตัว เป็นระยะ
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี ในแต่ระยะ

ยาต้านไวรัสเอชไอวี ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัยขึ้นมาก และผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยกว่ายุคก่อนมาก อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์บางอย่างยังอาจเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะหลัก ได้แก่

ผลข้างเคียงระยะสั้น (ช่วงเริ่มใช้ยา 1–4 สัปดาห์แรก)

อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เองเมื่อร่างกายปรับตัว เช่น

  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
  • เวียนศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับ
  • ปวดศีรษะ ผื่นเล็กน้อย
  • ฝันแปลกหรืออารมณ์แปรปรวน (พบได้ในบางราย)

วิธีรับมือ: ดื่มน้ำมาก ๆ รับประทานอาหารเบา ๆ พักผ่อนเพียงพอ และอย่าหยุดยาเอง หากอาการรบกวนมากควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับสูตรยา

ผลข้างเคียงระยะยาว (เกิดหลังใช้ยานานหลายเดือนหรือหลายปี)

พบได้น้อยแต่ควรเฝ้าระวัง เช่น

  • ผลต่อไตและกระดูก → มักพบในยากลุ่ม TDF
  • น้ำหนักเพิ่ม / ไขมันสูง → พบใน TAF และ INSTIs (DTG, BIC)
  • ภาวะตับอักเสบ → ต้องระวังในผู้ที่มีโรคตับหรือใช้ยา NNRTIs บางชนิด
  • แพ้ยารุนแรง (Hypersensitivity) → โดยเฉพาะ Abacavir (ABC) ต้องตรวจ HLA-B57:01* ก่อนเริ่มยา
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง → พบใน Atazanavir (ATV)
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือไขมันสูง → พบในยากลุ่ม Protease inhibitors เช่น DRV/r

ผลข้างเคียงที่รุนแรง (พบไม่บ่อย แต่ต้องรีบพบแพทย์)

  • ผื่นทั้งตัว / หายใจลำบาก / ปากบวม → อาจเป็นภาวะแพ้ยารุนแรง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องมาก → สงสัยตับอักเสบ
  • ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง / อ่อนแรงเฉียบพลัน
  • มีไข้สูง หรือคลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง

บทสรุป ผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวี

แม้ยาต้านไวรัสเอชไอวีจะเป็นยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ได้พัฒนาให้ยามีความปลอดภัยมากขึ้น ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อย และสามารถปรับสูตรยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาและการสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี ไม่ต้องกังวลเกินจำเป็น และรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดยาเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสารอย่างเปิดใจกับแพทย์หรือเภสัชกร ทุกครั้งที่มีอาการผิดปกติ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและแนวทางปรับยาที่เหมาะสมที่สุด การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในปัจจุบันไม่เพียงช่วยควบคุมไวรัสให้ “ตรวจไม่พบ” (Undetectable) แต่ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป หากดูแลตนเองอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ

“ยาต้านไวรัสอาจมีผลข้างเคียงบ้าง แต่การได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง คือก้าวสำคัญของการมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความหวังในทุกวัน”

อ้างอิงข้อมูลจาก:

แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล

  1. NIH HIVinfo: HIV Treatment Basics เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  2. NIH HIVinfo: HIV Medicines and Side Effects เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  3. WHO: HIV and AIDS fact sheet เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี
โปสเตอร์โครงการ PrEP LEN รับลงทะเบียนความสนใจ 700 สิทธิ์ ตามเกณฑ์โครงการ

เปิดรับลงทะเบียนความสนใจ

PrEP LEN ป้องกัน HIV แบบฉีดทุก 6 เดือน

ไม่ต้องพกยาทุกวัน การป้องกันที่เลือกให้เข้ากับชีวิตคุณ

700 สิทธิ์ในโครงการ

  • ฟรีค่ายาฉีดและค่าตรวจพื้นฐาน สำหรับผู้ผ่านเกณฑ์
  • อายุ 18 ปีขึ้นไป · น้ำหนัก 35 กก. ขึ้นไป
  • เข้ารับบริการและติดตามตามนัดที่ศูนย์ฯ

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย

ทีมแพทย์ประเมินและยืนยันสิทธิ์ก่อนฉีด การลงทะเบียนเป็นการแสดงความสนใจ ไม่ใช่การจองยา และไม่รับประกันสิทธิ์

ลงทะเบียน PrEP LEN ฟรี