Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

ความก้าวหน้าในการรักษา HIV และการวิจัยเพื่อควบคุมไวรัสระยะยาว

การรักษา HIV ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงจนผู้อยู่ร่วมกับเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ยืนยาว…

Read in English ความก้าวหน้าในการรักษา HIV และการวิจัยเพื่อควบคุมไวรัสระยะยาว
สารบัญ

การรักษา HIV ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงจนผู้อยู่ร่วมกับเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ยืนยาว และไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านเพศสัมพันธ์เมื่อรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนมีปริมาณไวรัสตรวจไม่พบ อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสหรือ ART ยังไม่สามารถกำจัด HIV ที่ซ่อนอยู่ในเซลล์ทั้งหมดออกจากร่างกายได้

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงกำลังค้นหาแนวทางที่อาจช่วยให้ร่างกายควบคุม HIV ได้โดยไม่ต้องใช้ ART อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความสนใจคือ IMC-M113V จากบริษัท Immunocore ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด T-cell receptor bispecific ที่ถูกออกแบบให้ช่วยระบบภูมิคุ้มกันค้นหาและทำลายเซลล์บางส่วนที่มี HIV ซ่อนอยู่

ผลการทดลองระยะแรกพบสัญญาณด้านความปลอดภัย การกระตุ้น T cell และการควบคุมไวรัสในผู้เข้าร่วมบางคนหลังหยุด ART ภายใต้การศึกษาที่มีการควบคุม แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่หมายความว่า HIV สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว

ณ เดือนกรกฎาคม 2026 IMC-M113V ยังอยู่ในการทดลองระยะที่ 1/2 การรับผู้เข้าร่วมในกลุ่มขนาดยาที่สูงขึ้นยังดำเนินต่อ และยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษา HIV เป็นการทั่วไป

การรักษา HIV ในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

ปัจจุบัน การรักษา HIV มุ่งเน้นไปที่การใช้ ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy - ART) ซึ่งเป็นชุดยาที่มีประสิทธิภาพ ในการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสเอชไอวีในร่างกาย การรักษาด้วย ART ทำงานโดยการรบกวนกระบวนการต่าง ๆ ของไวรัส เช่น การจำลองตัวเอง หรือการเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น แม้จะไม่สามารถกำจัดไวรัสได้ทั้งหมด แต่ ART สามารถควบคุมปริมาณไวรัสในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับต่ำ จนไม่สามารถตรวจพบได้หรือที่เรียกว่า Undetectable Viral Load

ผลของการรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

การใช้ ART มีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจในหลายด้าน:
  • ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพดี: ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพดีเหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่มีเชื้อ หากรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามผลทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ: เมื่อไวรัสในร่างกายลดลงจนถึงระดับที่ตรวจไม่พบ ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์จะลดลงอย่างมาก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของเอชไอวี
ข้อจำกัดบางประการใน การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

ข้อจำกัดบางประการใน การรักษา HIV ด้วยยาต้านไวรัส

แม้ ART จะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อได้อย่างมาก แต่การรักษาแนวทางนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ:
  1. การพึ่งพายาตลอดชีวิต
    • ผู้ติดเชื้อต้องรับประทานยา ART อย่างต่อเนื่องทุกวันตลอดชีวิต การหยุดยาจะทำให้ปริมาณไวรัสในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Viral Rebound) ซึ่งอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือการแพร่เชื้อ
  2. ผลข้างเคียงจากยา
    • แม้ยาต้านไวรัสรุ่นใหม่จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าในอดีต แต่ยังคงมีผู้ป่วยบางรายที่เผชิญกับผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือปัญหาเกี่ยวกับตับและไตในระยะยาว
  3. ไวรัสซ่อนตัวในเซลล์ (Latent Reservoir)
    • เอชไอวีมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้สามารถ ซ่อนตัวในเซลล์ CD4+ T cells ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของไวรัสในรูปแบบที่ไม่แบ่งตัว ทำให้ยาต้านไวรัสไม่สามารถเข้าถึง และกำจัดไวรัสได้โดยสมบูรณ์
เมื่อไวรัสซ่อนตัวในเซลล์เหล่านี้ ร่างกายไม่สามารถตรวจจับ และทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อได้ ระบบภูมิคุ้มกันจึงไม่สามารถกำจัดไวรัสออกไปอย่างสมบูรณ์ และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้การรักษาเอชไอวีในปัจจุบันไม่สามารถทำให้ผู้ป่วย "หายขาด" ได้

เทคโนโลยีใหม่: Bispecific T Cell Receptor (TCR)

Bispecific T Cell Receptor (TCR) เป็นนวัตกรรมล่าสุดจากบริษัท Immunocore ซึ่งออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นการกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยเฉพาะ เทคโนโลยีนี้เป็นความหวังสำคัญในวงการแพทย์ เนื่องจากมีศักยภาพในการแก้ไขข้อจำกัดของการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสที่ซ่อนตัวในเซลล์ออกได้ หลักการทำงานของ Bispecific TC

หลักการทำงานของ Bispecific TCR

เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยการใช้โปรตีนชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับ โปรตีนเฉพาะ ที่ปรากฏบนพื้นผิวของเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี กระบวนการทำงานมีดังนี้:
1. การตรวจจับเซลล์ที่ติดเชื้อ Bispecific TCR ถูกออกแบบให้สามารถจับกับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับไวรัสเอชไอวีที่แสดงอยู่บนพื้นผิวเซลล์ที่ติดเชื้อ เมื่อจับกับโปรตีนนี้ได้ Bispecific TCR จะส่งสัญญาณเพื่อระบุว่าเซลล์นั้นติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
2. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน หลังจากตรวจจับเซลล์ติดเชื้อได้ Bispecific TCR จะทำหน้าที่เหมือน “สะพาน” เชื่อมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์ T (T cells) กับเซลล์ที่ติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้เข้ามาทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ
3. กำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อเอชไอวี กระบวนการนี้ช่วยกำจัดเซลล์ติดเชื้อออกจากร่างกายอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำลายเซลล์สุขภาพดี ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของเทคโนโลยีนี้
ข้อได้เปรียบของ Bispecific TCR
  • ความแม่นยำสูง: Bispecific TCR ถูกออกแบบมาให้มุ่งเป้าไปที่โปรตีนเฉพาะของเอชไอวี จึงช่วยลดความเสี่ยงในการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติ: เทคโนโลยีนี้ไม่ได้พึ่งพายาเคมีบำบัด แต่ใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเองเป็นตัวกำจัดไวรัส ทำให้การรักษามีความปลอดภัยมากขึ้
  • ลดภาวะดื้อยา: ด้วยการกำจัดไวรัสออกจากเซลล์อย่างตรงจุด จึงลดความเสี่ยงของไวรัสในการพัฒนาภาวะดื้อยาที่พบได้ในผู้ป่วยที่ใช้ ART เป็นเวลานาน
เริ่มดูแลตัวเองด้วยการตรวจ HIV * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ หาที่ตรวจใกล้ฉัน

ผลการทดลองเบื้องต้นของ Bispecific TCR

การทดลองในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการทดลองในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้:

◀ สามารถในการตรวจจับเซลล์ติดเชื้อ Bispecific TCR สามารถระบุ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

◀ ความปลอดภัยสูง เทคโนโลยีนี้ไม่ได้สร้างความเสียหาย ต่อเซลล์ที่ไม่ติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญ ในแนวทางการรักษาอื่น ๆ

◀ ศักยภาพในการนำไปใช้ในวงกว้าง แม้เป็นการทดลองในระยะเริ่มต้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความหวัง ในการนำไปใช้ในกลุ่มตัวอย่างในอนาคต

แนวทางอื่นใน การรักษา HIV ความก้าวหน้าที่หลากหลาย

แม้ว่า เทคโนโลยี Bispecific TCR จะเป็นความหวังใหม่ที่น่าตื่นเต้น แต่ในขณะเดียวกัน นักวิจัยยังคงพัฒนาวิธีการรักษาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกและเพิ่มโอกาสในการกำจัดไวรัสเอชไอวีอย่างสมบูรณ์ แนวทางเหล่านี้มุ่งเน้นทั้งการกำจัดไวรัสและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อให้แข็งแรงขึ้น แนวทางอื่นใน การรักษา HIV ความก้าวหน้าที่หลากหลาย

1. แอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพสูง (Broadly Neutralizing Antibodies - bNAbs)

Broadly Neutralizing Antibodies (bNAbs) เป็นแอนติบอดีชนิดพิเศษที่สามารถจับและทำลายไวรัสเอชไอวีได้หลากหลายสายพันธุ์ แอนติบอดีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อรับมือกับไวรัส การทำงานของ bNAbs
  • จับกับโปรตีนสำคัญของไวรัส: bNAbs สามารถจับกับโปรตีนเฉพาะที่อยู่บนพื้นผิวของไวรัสเอชไอวี เช่น โปรตีน gp120 และ gp41 ซึ่งไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์
  • ทำลายไวรัสหลายสายพันธุ์: ความโดดเด่นของ bNAbs คือความสามารถในการจัดการไวรัสเอชไอวีที่มีความหลากหลายในสายพันธุ์ ซึ่งทำให้มันมีประสิทธิภาพในกลุ่มผู้ป่วยหลากหลาย
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน: bNAbs ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ T และเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ ให้ตอบสนองต่อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความก้าวหน้าในการวิจัย การใช้ bNAbs ในการรักษายังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่งานวิจัยเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการฉีด bNAbs ร่วมกับยาต้านไวรัสช่วยลดปริมาณไวรัสในเลือด และอาจช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยา ART ในระยะยาว การแก้ไขพันธุกรรม (Gene Editing)

2. การแก้ไขพันธุกรรม (Gene Editing)

Gene Editing เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการพัฒนาการรักษาเอชไอวี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแก้ไขยีนที่แม่นยำและทรงพลัง การใช้ CRISPR ในการรักษาเอชไอวี
  • แก้ไขยีนของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
    • นักวิจัยใช้ CRISPR เพื่อตัดแต่งยีนของเซลล์ CD4+ T cells ซึ่งเป็นเซลล์เป้าหมายของไวรัสเอชไอวี การแก้ไขนี้ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัสได้
  • กำจัดไวรัสที่ฝังอยู่ในเซลล์
    • CRISPR สามารถระบุและตัดยีนของไวรัสที่ฝังตัวอยู่ใน DNA ของเซลล์ออกไป วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงของไวรัสที่ซ่อนตัว (latent reservoir) และลดโอกาสที่ไวรัสจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ข้อดีของ Gene Editing
  • ความแม่นยำสูง: CRISPR สามารถแก้ไขยีนได้อย่างตรงจุด ทำให้ลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
  • ลดการพึ่งพายา: หากสามารถแก้ไขเซลล์ภูมิคุ้มกันได้สำเร็จ ผู้ป่วยอาจไม่ต้องพึ่งพายาต้านไวรัสในระยะยาว

"การใช้ Gene Editing ในการรักษายังอยู่ในระยะทดลอง ความท้าทายสำคัญคือการตรวจสอบความปลอดภัยในระยะยาว และการนำไปใช้ในระดับกว้าง"

ความสำคัญของการสนับสนุนการวิจัย การรักษา HIV ให้หายขาด

การพัฒนาวิธีการรักษาเอชไอวีให้หายขาดเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องใช้ความร่วมมือและทรัพยากรอย่างมหาศาล นี่ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของการค้นพบนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่ยังเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับความพยายามของภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมในทุกระดับ

1. ทรัพยากรจำนวนมาก

การวิจัยและพัฒนายารักษาเอชไอวีต้องการ:
  • เงินทุน: การทดลองทางคลินิก การพัฒนานวัตกรรม เช่น เทคโนโลยี Bispecific TCR หรือ Gene Editing และการศึกษาผลกระทบในระยะยาว ล้วนเป็นกระบวนการที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก
  • บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ: นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักวิจัยที่มีความชำนาญเฉพาะทางเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาวิธีการรักษา การฝึกอบรมบุคลากรและการรักษาบุคลากรให้อยู่ในสายงานนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น
การพัฒนาวิธี การรักษาเอชไอวี ให้หายขาด
ค้นหาสถานบริการตรวจ HIV ที่สะดวก * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ดูจุดบริการ

2. การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ

  • บทบาทของภาครัฐ
    • การสนับสนุนงบประมาณและนโยบายที่เอื้อต่อการวิจัย เช่น การจัดตั้งกองทุนเฉพาะด้านสำหรับโรคติดเชื้อ และการลดภาษีให้กับบริษัทที่ลงทุนในงานวิจัยด้านสุขภาพ
    • การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาวิธีการรักษา
  • บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ
    • องค์กรอย่าง UNAIDS และ WHO มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างประเทศและระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการวิจัยในพื้นที่ที่ยังขาดโอกาส
    • การสนับสนุนจากองค์กรเหล่านี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศด้อยพัฒนาสามารถเข้าถึงการรักษาได้

3. การลดการตีตรา และการส่งเสริมการเข้าถึง การรักษา HIV

การลดการตีตราผู้ติดเชื้อ การติดเชื้อเอชไอวีมักมาพร้อมกับการถูกตีตราในหลายสังคม ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงลังเลที่จะเข้ารับการตรวจและรักษา การลดการตีตราผ่านการให้ความรู้และการสร้างความเข้าใจในชุมชนจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อได้รับการดูแลที่เหมาะสม การส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส
  • ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา การเข้าถึงยาต้านไวรัสหรือการเข้ารับการรักษายังเป็นเรื่องยาก อุปสรรคนี้รวมถึง:
    • ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง
    • การขาดระบบสาธารณสุขที่รองรับ
    • การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
  • การสนับสนุนจากองค์กรและการระดมทุนในระดับสากลสามารถช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง

4. ความสำคัญของการวิจัยต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์

การสนับสนุนการวิจัยไม่เพียงช่วยพัฒนาการรักษาเอชไอวีเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าในด้านอื่น ๆ เช่น:
  • การพัฒนาวัคซีน: แนวทางการวิจัยวัคซีนเอชไอวีสามารถนำไปสู่การพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคติดเชื้ออื่น ๆ
  • เทคโนโลยี Gene Editing: การศึกษาการแก้ไขยีนสำหรับเอชไอวีช่วยเปิดประตูสู่การรักษาโรคทางพันธุกรรมและมะเร็ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ การรักษา HIV

ถ้าติดเอชไอวีแล้วรักษาได้ไหม? คำตอบ: รักษาได้ด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อควบคุมเชื้อให้ไม่สามารถแพร่กระจายในร่างกายได้จำนวนมาก และช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ยาต้านไวรัสต้องกินตลอดชีวิตจริงไหม? คำตอบ: ใช่! ยาต้านไวรัสช่วยกดไวรัสในร่างกาย ถ้าหยุดยา ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลต่อการแพร่เชื้อ ดังนั้นต้องกินต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดี กินยาต้านไวรัสต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง? คำตอบ: ต้องกินยาให้ตรงต่อเวลาทุกวัน ห้ามขาดยา และควรปรึกษาแพทย์หากมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดศรีษะ หรืออ่อนเพลีย HIV กับเอดส์ต่างกันยังไง? คำตอบ: HIV คือไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ส่วนเอดส์คือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจนเกิดโรคแทรกซ้อน ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษา กินยา ART แล้วสามารถหยุดการแพร่เชื้อได้จริงไหม? คำตอบ: ใช่! หากไวรัสในร่างกายลดลงจนไม่สามารถตรวจพบ (Undetectable) จะไม่สามารถแพร่เชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ (U=U) อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ www.uuandme.org

การหยุด ART ในการทดลองปลอดภัยหรือไม่?

การหยุด ART ภายใต้การวิจัยเรียกว่า Analytical Treatment Interruption หรือ ATI

ATI ใช้เพื่อศึกษาว่าไวรัสจะกลับมาเมื่อใดและร่างกายสามารถควบคุมได้หรือไม่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับ:

  • การคัดเลือกอย่างเข้มงวด
  • การตรวจ Viral Load บ่อย
  • การประเมิน CD4
  • การติดตามอาการ
  • เกณฑ์เริ่ม ART ใหม่ที่กำหนดไว้
  • การดูแลจากทีมวิจัย

ATI มีความเสี่ยง เช่น Viral Rebound การลดลงของ CD4 อาการจากการติดเชื้อเฉียบพลัน การเพิ่ม Reservoir และโอกาสถ่ายทอดเชื้อหากไม่ได้ป้องกันอย่างเหมาะสม

ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในการทดลอง ไม่ควรหยุด ART เพื่อทดสอบว่าร่างกายควบคุมไวรัสได้หรือไม่   อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ บทสรุป

การรักษา HIV ในปัจจุบันด้วย ART มีประสิทธิภาพสูง ช่วยกด Viral Load รักษาระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเข้าสู่ระยะเอดส์ และทำให้ผู้ที่มี Viral Load ตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่องไม่ถ่ายทอด HIV ผ่านเพศสัมพันธ์ตามหลัก U=U

IMC-M113V จาก Immunocore เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดแบบ TCR Bispecific ที่ถูกออกแบบให้ค้นหาเป้าหมาย HIV Gag ซึ่งนำเสนอร่วมกับ HLA-A*02:01 และดึง T cell เข้ามาทำลายเซลล์ที่มี HIV ฝังอยู่

การทดลองระยะแรกพบว่า IMC-M113V กระตุ้นภูมิคุ้มกันและแสดงสัญญาณชะลอการกลับมาของไวรัสหรือควบคุมไวรัสในผู้เข้าร่วมบางราย แต่ผลดังกล่าวพบในกลุ่มขนาดเล็ก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ควบคุมไวรัสตามเป้าหมาย และยังไม่มีหลักฐานว่ากำจัด HIV ได้ทั้งหมดหรือหยุด ART ได้ถาวร

ณ เดือนกรกฎาคม 2026 งานวิจัยยังอยู่ใน Phase 1/2 และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จึงควรเรียกว่า ความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มต่อการพัฒนา Functional Cure ไม่ใช่ “การค้นพบวิธีรักษา HIV ให้หายขาดแล้ว”

ผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ควรรับ ART อย่างต่อเนื่อง ตรวจ Viral Load ตามนัด และไม่ควรหยุดหรือปรับยาเพราะข่าวงานวิจัย หากมีผลข้างเคียงหรือข้อกังวล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแผนการรักษาที่ปลอดภัยและเหมาะสม อ้างอิงข้อมูลจาก: ดร.อนันต์ เผยบริษัทดังในอังกฤษ ค้นพบวิธีรักษาผู้อยู่ร่วมกับ HIV ให้หายขาด
  • pptvhd36.com/health/news/6381
เผยข่าวดีสำหรับผู้อยู่ร่วมกับ HIV บริษัทดังในอังกฤษ ค้นพบวิธีรักษาให้หายขาดหลังต่อสู้มากว่า 40 ปี
  • matichon.co.th/local/quality-life/news_4990843
Immunocore announces strategic priorities at 43rd Annual J.P. Morgan Healthcare Conference
  • manilatimes.net/2025/01/10/tmt-newswire/globenewswire/immunocore-announces-strategic-priorities-at-43rd-annual-jp-morgan-healthcare-conference/2036702
Novel vaccine concept generates immune responses that could produce multiple types of HIV neutralizing antibodies
  • medicalxpress.com/news/2024-05-vaccine-concept-generates-immune-responses.html

แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล

  1. NIH HIVinfo: HIV Treatment Basics เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  2. NIH HIVinfo: HIV Medicines and Side Effects เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  3. WHO: HIV and AIDS fact sheet เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี