Together we can do much more.โทร 052-005-724
Love Foundationตรวจเอชไอวี · รับเพร็พEN

HIV ไม่มีอาการได้นานเพียงใด และอาการของเอดส์เกิดขึ้นเมื่อไร?

ความจริงแล้ว โรคเอดส์ จะแสดงอาการตอนไหน เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอาการป่วยเมื่อไหร่ หากคนที่มีความเสี่ยงไม่ได้รับการ

Read in English HIV ไม่มีอาการได้นานเพียงใด และอาการของเอดส์เกิดขึ้นเมื่อไร?
สารบัญ
ความจริงแล้ว โรคเอดส์ จะแสดงอาการตอนไหน เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอาการป่วยเมื่อไหร่ หากคนที่มีความเสี่ยงไม่ได้รับการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี ก็ไม่อาจมองจากอาการที่เจอ หรือสังเกตด้วยตาเปล่าว่าคนๆ นี้กำลังมีเชื้อ และด้วยอาการป่วยภาวะเอดส์นั้นเกิดขึ้นได้ช้ามาก จึงยากที่จะบอกได้ หากไม่ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีให้ดีเสียก่อน อาจเหมารวมได้ว่า โรคเอดส์จำเป็นจะต้องแสดงอาการก่อนแล้วค่อยไปพบแพทย์

โรคเอดส์คืออะไร? แตกต่างจาก HIV อย่างไร

HIV ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค เมื่อไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนและทำให้ระดับ CD4 ลดลง ส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อและโรคบางชนิดได้ยากขึ้น

ส่วน AIDS ย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นระยะรุนแรงที่สุดของการติดเชื้อ HIV โดยทั่วไปแพทย์อาจวินิจฉัยระยะ AIDS เมื่อระดับ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือเมื่อผู้ป่วยมีโรคฉวยโอกาสหรือโรคที่ใช้กำหนดระยะเอดส์บางชนิด แม้ระดับ CD4 จะไม่ได้ต่ำกว่า 200 ก็ตาม

กล่าวอย่างง่ายคือ

  • HIV คือเชื้อไวรัส
  • AIDS คือระยะรุนแรงของการติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่มี HIV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเอดส์ทุกคน
  • การเริ่มยาต้านไวรัสเร็วช่วยป้องกันการพัฒนาไปสู่ระยะเอดส์ได้

กี่ปีถึงจะรู้ว่าเรามี HIV

ไม่สามารถกำหนดเป็นจำนวนปีที่แน่นอนได้ เพราะความเร็วในการดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสุขภาพเดิม อายุ ปริมาณไวรัส ระดับภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อร่วม และปัจจัยอื่น ๆ หากไม่ได้รับยาต้านไวรัส การติดเชื้อ HIV อาจดำเนินผ่านระยะเรื้อรังเป็นเวลาหลายปีก่อนพัฒนาไปสู่ระยะ AIDS แต่บางคนอาจดำเนินโรคเร็วหรือช้ากว่าค่าเฉลี่ย

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องรอเป็นปีจึงจะรู้ว่าติดเชื้อ เพราะการตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ภายในช่วงหลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ การตรวจ NAT สามารถตรวจพบได้เร็วกว่าวิธีอื่น ส่วนการตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีจากเลือดในห้องปฏิบัติการมักตรวจพบได้ประมาณ 18–45 วันหลังสัมผัสเชื้อ

ดังนั้น คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ “หลังมีความเสี่ยงควรตรวจ HIV เมื่อไร” ไม่ใช่ “ต้องรอกี่ปีจึงจะรู้ว่าติดเชื้อ”
เริ่มดูแลตัวเองด้วยการตรวจ HIV * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ หาที่ตรวจใกล้ฉัน

โรคเอดส์ ติดต่อกันง่ายไหม

คนไทยยังมีความเชื่อผิดๆ ถูกๆ เกี่ยวกับช่องทางการติดต่อของเชื้อเอชไอวีอยู่มากเลยทีเดียว บางคนคิดว่าแค่เพียงสัมผัสใกล้ชิดก็มีสิทธิที่จะติดเชื้อได้แล้ว แต่ความเป็นจริง การกอด การหายใจร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การทานข้าวร่วมกัน ไม่ทำให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ที่สำคัญ เชื้อนี้ไม่ได้ติดต่อผ่านการโดนยุง หรือแมลงกัดต่อยอย่างแน่นอน การติดต่อส่วนใหญ่นั้นจะพบได้จากการ
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย (พบได้มากที่สุด)
  • มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวี (พบมาให้กลุ่มผู้เสพยา)
  • ทารกในท้องคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวี (พบได้น้อยมาก)
  • มีการรับเลือดบริจาคที่ไม่ผ่านการคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวีมาก่อน (แทบไม่พบแล้ว)

ระยะของ HIV และอาการที่อาจพบ

ระยะ ช่วงเวลาหรือเกณฑ์โดยทั่วไป อาการที่อาจพบ
ระยะเฉียบพลัน ประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ไข้ ผื่น เจ็บคอ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต หรือไม่มีอาการ
ระยะเรื้อรัง ดำเนินต่อเนื่องหลายปีหากไม่รักษา มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย
ระยะ AIDS CD4 ต่ำกว่า 200 หรือมีโรคที่กำหนดระยะ AIDS น้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง โรคฉวยโอกาส เชื้อรา วัณโรค หรือปอดอักเสบ
ตารางนี้เป็นเพียงภาพรวม อาการและระยะเวลาดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ควรใช้แทนการตรวจ HIV

อาการเอดส์เป็นอย่างไร

ค่อนข้างยากมากที่คนที่เพิ่งติดเชื้อจะมีอาการแสดงออกมาให้เห็น แต่ก็สามารถแบ่งระยะของการติดเชื้อออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเฉียบพลัน

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ระยะไม่ปรากฏอาการ” เป็นระยะที่ผู้มีความเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีมาแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยเชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนระดับ CD4 ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผู้ติดเชื้อในระยะนี้อาจจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะมีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่น หรือต่อมน้ำเหลืองบวมโต ท้องเสีย ซึ่งในระยะเฉียบพลันนี้มีความเสี่ยงสูงในการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่คู่นอนได้มาก
ค้นหาสถานบริการตรวจ HIV ที่สะดวก * ราคาและบริการฟรีขึ้นอยู่กับแต่ละสถานบริการ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนรับบริการ ดูจุดบริการ

ระยะสงบทางคลินิก

หรือ “ระยะแฝง” ที่จะไม่แสดงอาการอะไรเลย หรืออาจแสดงอาการเหมือนกับระยะเฉียบพลัน แต่จะปรากฏขึ้นในช่วงเวลาเล็กน้อยเท่านั้น จนนึกว่าป่วยธรรมดา ระยะสงบนี้เจ้าเชื้อไวรัสจะค่อยๆ เจริญเติบโตเพิ่มขึ้น และมุ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้ลดลง อาจอยู่ในระยะนี้ยาวนานถึง 7-10 ปี เป็นช่วงที่คนติดเชื้อชะล่าใจที่สุด และไม่ระมัดระวังในการป้องกันตัวเอง และคู่นอนของตัวเอง

ระยะ โรคเอดส์

เมื่อไม่ได้รับการตรวจพบ ไม่ได้รับการรักษา โรคเอดส์ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายลงอย่างรุนแรง ระดับ CD4 ในร่างกายต่ำกว่า 200 จากที่คนทั่วไปจะอยู่ระดับค่าที่ 500-1,600 ทำให้ผู้ที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวีในระยะนี้ติดเชื้อโรคชนิดอื่นได้โดยง่าย เพราะร่างกายมีความอ่อนแอนั่นเอง อาการช่วงนี้ ได้แก่
  • มีไข้บ่อย ไอเป็นเลือด ปวดศีรษะรุนแรง
  • มีเหงื่อออกตอนกลางคืน คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกเหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยร่างกาย อ่อนเพลีย
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบบวมโต
  • ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
  • เชื้อราที่ปาก เชื้อราในปอด ปอดอักเสบ เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง
  • พบเชื้อวัณโรค เป็นงูสวัด และมีแผลเริมชนิดลุกลาม
หากผู้ป่วยเข้าสู่ระยะเอดส์แล้ว ค่อนข้างยากต่อการรักษา เพราะจะมีโรคอื่นๆ แทรกเข้ามาให้มีความเจ็บป่วยตลอดเวลา และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ภายใน 1-2 ปี

เอชไอวีรักษาได้

การรักษาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน วิธีที่ดีที่สุด คือ การทานยาต้านไวรัส โดยแพทย์จะใช้ยารีโทรไวรัส (ARV) ที่มีหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวีทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ถูกทำลายไปจนหมด ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาวเทียบเท่ากับคนทั่วไป อีกทั้งการทานยาต้านอย่างมีวินัยจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีสู่คู่นอนของคุณเองด้วย การพบเชื้อไว้ จะนำคุณให้เข้าสู่กระบวนการรักษาที่รวดเร็วทำให้เชื้อเอชไอวีไม่พัฒนาไปสู่โรคเอดส์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้มีอาการก่อนจึงไปตรวจ HIV เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น การตรวจเลือดคือวิธีเดียวที่สามารถยืนยันการติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ หากตรวจพบเร็วและเริ่มรับประทานยาต้านไวรัสทันที จะช่วยป้องกันการพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ ทำให้มีอายุขัยใกล้เคียงคนทั่วไป และลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ตามหลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable)

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบแล้ว

ตรวจสอบลิงก์และความเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 แหล่งอ้างอิงเหล่านี้รองรับเฉพาะขอบเขตที่ระบุในเอกสารต้นทาง และไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือบริการเฉพาะบุคคล

  1. CDC: Getting Tested for HIV เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  2. กรมควบคุมโรค: แนวทางตรวจ HIV/ซิฟิลิส/HBV/HCV พ.ศ. 2568 เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
  3. WHO: HIV and AIDS fact sheet เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2569
จองตรวจเอชไอวี รับเพร็พ ฟรี