มีเชื้อ HIV สามารถฉีดวัคซีน COVID-19 ได้ไหม ?

วารสารออนไลน์ The Poz ของวันที่ 16 ธันวาคม 2563 มีข่าวเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์และ
บริษัทไบโอเอ็นเทค ที่เป็นวัคซีนโควิด-19 วัคซีนแรกของโลกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง (นอกเหนือจากการใช้ทดลองในคน)
ในประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาที่องค์การอาหารและยาได้อนุมัติให้ใช้ในวัคซีนดังกล่าวในกรณีฉุกเฉิน พาดหัวข่าว
ใน The Poz โดย ลิซ ไฮเลย์แมน (Liz Highleyman) ถามว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยต่อผู้ที่มีเอชไอวีหรือไม่เพราะผู้ที่มีเอชไอวี
อาจถือได้ว่าเป็นผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือเป็นผู้ที่ต้องกินยาที่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันอยู่ สาระสำคัญของข่าวสรุปได้
ดังต่อไปนี้

วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเป็นวัคซีนโควิด-19 วัคซีนแรกที่ได้รับอนุมัติในอเมริกา การอนุมัติ
ขององค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา เป็นการอนุมัติให้ใช้(วัคซีน)ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use Authorization –
EUA) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 หลังจากที่คณะกรรมการที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านวัคซีนมีความเห็นอย่างท่วมท้นว่าผล
ประโยชน์ของวัคซีนดังกล่าวมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้


วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคกำลังถูกนำไปใช้ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ นอกจากนั้นแล้ว
คาดว่าวัคซีนโควิด-19 วัคซีนที่สองที่บริษัทโมเดอร์นาพัฒนาร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Institutes)
และเป็นวัคซีนที่มีรูปแบบ (platform) หรือใช้เทคโนโลยี่เดียวกันกับวัคซีนของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคก็จะได้รับการอนุมัติ
ในเร็วๆนี้เช่นกัน2


ผู้มีเอชไอวีจำนวนมากสงสัยว่าวัคซีนเหล่านี้จะเหมาะสมกับพวกเขาหรือไม่ และพวกเขาจะอยู่ในลำดับเท่าไรในคิว
ของการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นเรื่องที่มั่นใจได้ว่าจากหลักฐานต่างๆท่ีมีอยู่ในขณะนี้แสดงว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ผู้มีเอช
ไอวีนั้นปลอดภัย และนักรณรงค์กำลังเรียกร้องให้พิจารณาผู้มีเอชไอวีเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนในระดับต้นๆ
วัคซีนโควิด-19 ได้รับการพัฒนามาอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในระยะต้นของการแพร่ระบาด นพ. แอน
โทนี ฟาวชิ (Dr. Anthony Fauci) ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อทำนายว่าน่าจะมีวัคซีนโค
วิด-19 ภายในระยะเวลา 12 ถึง 18 เดือน แต่การอนุมัติก็ยังเร็วกว่าช่วงเวลาดังกล่าวที่ถือว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีอยู่
แล้ว

แต่หากสิ่งใดที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆก็มักจะถูกเผยแพร่ต่อๆไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับ
ไวรัสเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 12 ธันวาคม ผู้รู้ข่าววงในได้เผยแพร่บทความที่แนะนำว่าผู้ที่มีเอชไอวีควรรอการฉีด
วัคซีนไปก่อนเพราะว่าอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง


แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากไม่เห็นด้วย พญ. โมนิกา คานธี (Dr. Monica Gandhi) ผู้อำนวยการแพทย์ของคลินิกเอช
ไอวีแผนกที่ 86 ของโรงพยาบาลศูนย์ซานฟรานซิสโก กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ POZ ว่าจะแนะนำให้ผู้มีเอชไอวีได้รับวัคซีนโค
วิด-19 อย่างเต็มที่

ความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีน (Vaccine Safety and Effectiveness)

ลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีน (Vaccine Safety and Effectiveness)
วัคซีนโควิด-19 ทั้งของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และของโมเดอร์นาใช้แนวทางการทำวัคซีนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า
อาร์เอ็นเอสื่อสาร (messenger RNA) หรือ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่ใช้อนุภาคนาโน (nanoparticles) หรือฟองไขมันใน
การนำเอาชิ้นส่วนพันธุกรรมที่เข้ารหัสแนะนำสำหรับสร้างโปรตีนเดือย (spike protein) ของไวรัสซาร์สคอฟทู (SARSCoV-2) ที่ไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในกล้ามเนื้อ เซลล์ก็จะสร้างโปรตีนเดือยที่ไปกระตุ้นให้
ภูมิคุ้มกันเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เอ็มอาร์เอ็นเอนั้นเสื่อมสภาพรวดเร็วมากในร่างกายและมันไม่ทำให้พันธุกรรมของมนุษย์
เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด


จากผลของวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาชีพ The New England Journal of Medicine การวิจัยทางคลินิกระยะที่
3 ที่มีผู้เข้าร่วมการวิจัยมากกว่า 43,000 คน วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคมีประสิทธิผล 95.0% (95.0%
effective) ในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโควิด-19 ที่มีอาการ ซึ่งจากการติดเชื้อ 170 รายที่พบหลังการฉีดวัคซีนเข็ม
ที่สองไปแล้ว 7 วันหรือนานกว่านั้น 162 รายเป็นผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ถูกสุ่มให้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเลียนแบบ และมีเพียง
8 รายที่เป็นผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้ในการทดลอง


จากเอกสารสรุปการวิจัยขององค์การอาหารและยาที่เผยแพร่ก่อนหน้าการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษา
เกี่ยวกับวัคซีนที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม การวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 อีกโครงการหนึ่งมีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่เป็นโควิด-19
ที่ออกอาการทั้งหมด 196 รายที่พบภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้ทดลองเข็มที่สองไปแล้วอย่างน้อย 14 วัน ซึ่ง 185
รายเป็นผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ได้รับวัคซีนเลียนแบบ และอีก 11 คนเป็นผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้ในการ
ทดลอง ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทโมเดอร์นาเสนอข้อมูลเพิ่มเติมที่แสดงว่าวัคซีนอาจจะลดการติดเชื้อที่ไม่ออกอาการได้ถึงสองใน
สาม


การวิจัยทั้งสองโครงการรับผู้มีเอชไอวีที่มีสุขภาพดีเข้าร่วมการวิจัยด้วย ซึ่งนักรณรงค์กลุ่มหนึ่งประสบความสำเร็จ
ในการผลักดันให้บริษัทโมเดอร์นาเปลี่ยนเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมการวิจัยซึ่งแต่เดิมนั้นไม่รวมผู้มีเอชไอวี และนัก
รณรงค์กลุ่มนี้ได้ขอให้บริษัทไฟเซอร์ยืนยันว่าผู้มีเอชไอวีสามารถเข้าร่วมการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค
ได้


การวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคมีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีเอชไอวี 120 คน แต่เนื่องจากพวกเขา
เข้าร่วมการวิจัยในระยะหลังดังนั้นการวิเคราะห์ประสิทธิผลหลักและความปลอดภัยจึงไม่รวมพวกเขาด้วย ส่วนการวิจัยโค
วิด-19 ของโมเดอร์นามีผู้เข้าร่วมการวิจัย 176 คนที่เป็นผู้มีเอชไอวี


จากการวิจัยทั้งสองโครงการ ผู้มีเอชไอวี 1 คนที่ได้รับวัคซีนเลียนแบบติดเชื้อไวรัสซาร์สคอฟทูและเป็นโควิด-19
ที่ออกอาการ และไม่มีผู้มีเอชไอวีจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีนที่ใช้ทดลองที่ป่วยเป็นโควิด-19 ที่ออกอาการเลย และไม่มีรายงาน
เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนที่ผิดปกติ


การวิจัยวัคซีนโควิด-19 โครงการอื่นๆที่กำลังถูกทดลองอยู่รวมทั้งวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทแอสตราเซเนการ่วม
กับมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน วัคซีนของบริษัทโนวาแว็ค และวัคซีนที่บริษัท
ซาโนฟีพัฒนาร่วมกับบริษัทแกล็คโซสมิทแอนด์ไคล์น ต่างก็รวมผู้มีเอชไอวีด้วย

ข้อควรคำนึงสำหรับผู้มีเอชไอวี

ถึงแม้ว่าจำนวนที่กล่าวไปแล้วจะเป็นจำนวนที่น้อยก็ตามแต่ผลที่ได้เหล่านั้นทำให้เกิดความมั่นใจ วัคซีนโควิด-19
ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคระบุว่าใช้ได้กับผู้มีเอชไอวี และคาดว่าวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นาก็น่าจะเป็นเช่นนั้นด้วย
เอกสารขององค์การอาหารและยาที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคเตือนว่าผู้ที่มี
ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือที่กินยาที่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันควรบอกให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนรับรู้ด้วย


ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention – CDC) อธิบายในข้อควรคำนึง
ทางคลินิกระหว่างกาล (interim clinical considerations) สำหรับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคว่า “บุคคลที่มี
ภูมิคุ้มกันอ่อนอาจได้รับฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หากว่าพวกเขาไม่มีข้อห้ามใดใดต่อการได้รับฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามพวก
เขาควรได้รับการอธิบายว่ายังไม่มีข้อมูลโดยรวมเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนของประชากรที่มี
ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ลดลง และความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตาม
คำแนะนำต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อป้องกันตัวเองจากโควิด-19”


ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้มีเอชไอวีในสหรัฐอเมริกามีปริมาณไวรัสที่ต่ำกว่าที่จะวัดได้และในปัจจุบันผู้มีเอชไอวีส่วน
มากไม่ป่วยเป็นเอดส์หรือโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอ่อนแอที่รุนแรง แต่ผู้มีเอชไอวีที่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดียังอาจจะม

อาการภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีอาการเบาๆเท่านั้นหรือมีการอักเสบเรื้อรังที่อาจมีผลทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น หรือเสี่ยงต่อการ
ป่วยโควิด-19 ที่รุนแรง และต่อการตอบสนองต่อวัคซีนได้


นักวิจัยคิดว่าวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอนั้นปลอดภัยสำหรับผู้มีเอชไอวี วัคซีนประเภทนี้ไม่มีไวรัสซาร์สคอฟทูที่ถูก
ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงไม่สามารถทำให้เป็นโรคได้หรือที่ถูกทำให้ตายแล้วผสมอยู่เลย วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอมีรหัสแนะนำทาง
พันธุกรรมสำหรับเซลล์ของผู้ที่รับฉีดวัคซีนให้ทำโปรตีนที่สำคัญชนิดหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้ที่วัคซีนชนิดนี้จะทำให้คนที่ได้รับ
วัคซีนเป็นโรคโควิด-19 ได้แม้กระทั่งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งตามปกติแล้วผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอไม่ควรได้รับวัคซีนที่ใช้
ไวรัสที่ยังเป็นอยู่ [เป็นพาหะนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย] แต่วัคซีนจากบริษัทชิโนฟาร์ม (Sinopharm) จากประเทศจีน ที่เพิ่งได้รับ
การอนุมัติในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (The United Arab Emirates) เป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสซาร์สคอฟทูที่ถูกทำให้ตาย
แล้ว (inactivated SARS-CoV-2)


เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ พญ. ซูซาน บัคไบเดอร์ (Prof. Susan Buchbinder) จากมหาวิทยาลัย
คาลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก และเพื่อนร่วมงานได้เผยแพร่จดหมายในวารสารวิชาชีพ The Lancet แสดงความกังวลเกี่ยว
กับการใช้ไวรัสอดิโนในวัคซีนโควิด-19 วัคซีนชนิดนี้ที่ใช้ไวรัสที่ทำคนเป็นหวัดธรรมดาในการนำเอาพันธุกรรมของโปรตีน
ของไวรัสซาร์สคอฟทูเข้าสู่ร่างกาย เพราะเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วโครงการวิจัยวัคซีนป้องกันเอชไอวีที่มีชื่อว่าการวิจัยสเต็ป
(STEP) หรือ แพมบิลิ (Phambili) ใช้วัคซีนป้องกันเอชไอวีชนิดหนึ่งที่ใช้ไวรัสอดิโนประเภท 5 (Ad5) เป็นพาหะนำเข้าสู่
ร่างกายและพบว่าวัคซีนเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเอชไอวีสำหรับชายร่วมเพศกับชายที่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสอดิโนประเภท 5
อยู่ก่อนแล้วจากการสัมผัสกับเชื้อในอดีต คณะผู้เขียนแนะนำว่าภูมิต้านทานต่อไวรัสอดิโนประเภท 5 ที่มีอยู่ก่อนแล้วเมื่อถูก
กระตุ้นด้วยวัคซีนอาจช่วยการเพิ่มตัวของไวรัสเอชไอวีในเซลล์ภูมิคุ้มกันซีดีสี่ (CD4 T cells) หรือทำให้เซลล์ซีดีสี่มีความ
อ่อนไหวต่อการติดเอชไอวีมากขึ้นไปกว่าเดิม และคณะผู้เขียนกล่าวว่า “จากข้อค้นพบดังกล่าว พวกเรามีความกังวลว่าการ
ใช้ไวรัสอดิโนประเภท 5 เป็นพาหะสำหรับวัคซีนป้องกันไวรัสซาร์สคอฟทูอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเอชไอวีให้แก่ผู้ชาย
ที่ได้รับฉีดวัคซีน” และคณะผู้เขียนเน้นว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนที่ควรได้รับการ
พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสซาร์สคอฟทูที่ใช้ไวรัสอดิโนประเภท 5 ต่อไป”


วัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคและโมเดอร์นาไม่ได้ใช้ไวรัสอดิโนเป็นพาหะ วัคซีนของแอสตราเซเนกาและมหา
วิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดใช้ไวรัสอดิโนของลิงชิมแปนซีดังนั้นการมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ในคนจึงไม่ควรเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม
วัคซีนหนึ่งที่ผลิตโดยบริษัทแคนชิโนไบโอโลจิคส์ (CanSino Biologics) จากประเทศจีนใช้ไวรัสอดิโนประเภท 5 ของ
มนุษย์เป็นพาหะนำเข้า


คำแนะนำของสมาคมเอชไอวีของอังกฤษ (British HIV Association – BHIVA) และ Terrence Higgins Trust
เกี่ยวกับวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคและวัคซีนของแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด กล่าวว่า:
“ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้คิดว่าวัคซีนทั้งสองนี้จะมีความปลอดภัยน้อยกว่าสำหรับผู้ที่มีเอชไอวี วัคซีนทั้งสองรวมชิ้น
ส่วนพันธุกรรมของไวรัสซาร์สคอฟทู (ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโควิด-19) แต่ไม่ใช้ไวรัสทั้งตัว ซึ่งหมายความว่าวัคซีนทั้งสอง
ไม่ใช่วัคซีนที่ใช้ไวรัสที่ยังเป็นอยู่ที่จะทำให้มีความปลอดภัยน้อยลงในคนที่ระบบภูมิคุ้มกันเสียหาย อาจเป็นไปได้ว่าคนที่มี
เอชไอวีอาจจะตอบสนองต่อวัคซีนไม่ได้ดี ซึ่งหมายความว่าวัคซีนอาจจะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่อ่อนกว่าในคนที่มี
เอชไอวี”

คนที่มีเอชไอวีควรถูกจัดลำดับ [ในการฉีดวัคซีน] หรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าคนที่มีเอชไอวีควรได้รับการจัดลำดับสำหรับวัคซีนโควิด-19 เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้คน
ที่ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพและผู้ที่พักอยู่ในสถานบริการด้านสุขภาพระยะยาวควรเป็นคนกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19
หลังจากนั้นคนกลุ่มอื่นที่แข่งกันอยู่แถวหน้าของการจัดลำดับสำหรับฉีดวัคซีนรวมถึงผู้ที่ทำงานที่จำเป็นขาดไม่ได้ คนที่
มีอายุเกินกว่า 65 ปี และคนที่ป่วยเป็นโรคต่างๆหลายอย่าง หรือคนที่ปัญหาสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยโควิด-19
ที่รุนแรงและเสียชีวิต


คณะกรรมการของสถาบันแห่งชาติเกี่ยวกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และแพทย์ศาสตร์ (National
Academies of Sciences, Engineering, and Medicine) ได้พัฒนากรอบความคิด (framework) เพื่อช่วยผู้กำหนด
นโยบายในการวางแผนสำหรับการจัดสรรวัคซีนที่เท่าเทียมกัน
คณะกรรมการเสนอว่า ระยะหนึ่งบี (Phase 1b) รวมคนมีโรคเดิมสองหรือมากกว่าสองโรคที่จะทำให้พวกเขามี
ควมเสี่ยงที่สูงกว่าเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น มะเร็ง โรคไตเรื้อรัง หรือโรคปอด โรคหัวใจที่รุนแรง เบาหวานประเภท 2
อ้วนมาก หรือ ภูมิคุ้มกันถูกกดเนื่องจากการปลูกถ่ายอวัยวะ คนที่มีเอชไอวีจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้เพราะปัญหาเกี่ยวกับ
สุขภาพที่เป็นอยู่แล้ว


ระยะที่สองประกอบด้วยคนที่มีโรคเดิมอยู่แล้วที่ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงที่สูงขึ้นพอประมาณ รวมถึงโรคใดโรค
หนึ่งที่ยกตัวอย่างในระยะหนึ่งบี โรคอื่นๆที่อาจทำให้บุคคลมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและควรได้รับการพิจารณาสำหรับการจัด
ลำดับฉีดวัคซีนรวมถึงโรคหืด ความดัน ภูมิคุ้มกันถูกกดเนื่องจากการปลูกถ่ายไขกระดูก เอชไอวี/เอดส์ โรคตับ ผู้ที่ใช้ยา
คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteriod) และตั้งครรภ์
ในประเทศอังกฤษ คนที่มีเอชไอวีถูกจัดลำดับให้อยู่ในกลุ่มที่ 6 (จากทั้งหมด 9 กลุ่ม) ที่รวมถึงคนที่มีอายุถึง 64 ปี
ที่มีโรคอื่นๆที่ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงที่สูงกว่าต่อการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต (คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีถูกจัดให้อยู่

ในกลุ่มที่มีลำดับที่สูงกว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่มีเอชไอวีหรือไม่ก็ตาม) อย่างไรก็ตามสมาคมเอชไอวีของอังกฤษกล่าวว่าคนที่มี
เอชไอวีบางคนที่อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าและเข้าเกณฑ์สำหรับกลุ่มที่มีลำดับ 4 (คนที่มีความเสี่ยงทางคลินิกที่สูงมาก) รวม
ถึงคนที่มีระดับซีดีสี่ในปัจจุบันที่ต่ำกว่า 50 คนที่เคยมีระดับซีดีสี่ที่ต่ำมาก คนที่มีซีดีสี่ต่ำกว่า 200 บวกกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
เช่น ปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือดที่วัดได้ หรือมีโรคร่วมอื่นๆ และคนที่เพิ่งป่วยรุนแรงด้วยโรคที่เกี่ยวกับเอชไอวี
ถึงแม้ว่าการวิจัยขนาดเล็กหลายโครงการไม่พบว่าการมีเอชไอวีมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการติดไวรัส
ซาร์สคอฟทูหรือการป่วยโควิด-19 ที่สูงกว่าก็ตาม การวิจัยขนาดใหญ่บางโครงการที่ทำเมื่อไม่นานมานี้พบความสัมพันธ์
ดังกล่าว


จากหลักฐานใหม่นี้และการยอมรับเกี่ยวกับความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของปัจจัยต่างๆที่ทำให้คนมีความเสี่ยงต่อโค
วิด-19 ที่สูงกว่าที่ปรากฏเป็นอย่างมากในคนที่อยู่กับเอชไอวี พันธมิตรของนักรณรงค์ต่างๆรวมถึง Black AIDS Institute,
Let’s Kick ASS (AIDS Survivor Syndrome), NASTAD, Prevention Access Campaign, SisterLove, Treatment
Action Group และ Well Project ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ
เกี่ยวกับวัคซีน (Advisory Committee on Immunization Practices – ACIP) ของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคให้
พิจารณาว่าคนที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีเป็นกลุ่มที่ได้รับการจัดลำดับสำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

ประสบการณ์ผู้เข้าร่วมการวิจัยวัคซีนโควิด-19

ไมเคล คาร์เตอร์ (Michael Carter) จากอังกฤษกล่าวว่าเขาได้รับผลประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และความสำเร็จ
ของมนุษย์ที่เทียบเท่ากับการพัฒนายาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีประสิทธิผลที่ช่วยไม่ให้เขาตายก่อนอายุขัยเมื่อ 30 ปีก่อนตอนที่
เขาเป็นหนุ่มวัยยี่สิบกว่าและทำให้เขามีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดีมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่เขาอ้างถึงคือการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดที่เขาเข้าร่วมเมื่อกลาง
เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา การวิจัยดังกล่าวเป็นการวิจัยย่อยที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อประเมินประสิทธิผลและความ
ปลอดภัยของวัคซีนในผู้มีเอชไอวี การวิจัยย่อยนี้ไม่ใช้วัคซีนเลียนแบบและผู้เข้าร่วมการวิจัยทุกคนได้รับวัคซีนที่ใช้ในการ
ทดลอง3

คาร์เตอร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมการวิจัยย่อยในช่วงท้ายของโครงการวิจัยหลักคือการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ที่มีผู้เข้า
ร่วมการวิจัยกว่า 20,000 คนและดำเนินการวิจัยในประเทศบราซิล อาฟริกาใต้ และอังกฤษ ในการวิจัยหลักนั้นนักวิจัย
เปรียบเทียบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในผู้เข้าร่วมการวิจัยกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเลียนแบบและกลุ่มที่ได้รับวัคซีนทดลองเพื่อให้
แน่ใจว่าวัคซีนที่ใช้ทดลองมีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลตามต้องการ

สำหรับตัวเขาเองนั้นคาร์เตอร์เขียนว่าก่อนที่จะให้ความยินยอมเข้าร่วมการวิจัยนั้นเขาได้รับการตรวจร่างกาย
อย่างละเอียดและเขาต้องตอบคำถามมากมายเกี่ยวกับสุขภาพและประวัติการรักษาของเขาเพื่อให้แน่ใจว่าเขามีคุณสมบัติ
ครบถ้วนตามเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมการวิจัย


ข้อมูลอื่นที่นักวิจัยอธิบายให้แก่คาร์เตอร์รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนที่ใช้ทดลองซึ่งใช้ชิ้นส่วนของไวรัส
ซาร์สคอฟทูที่ทำให้หมดฤทธิ์แล้วในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และผลข้างเคียงของวัคซีนซึ่งผลข้างเคียงที่พบมาก
คือปวดบริเวณที่ฉีดและรู้สึกไม่สบายเหมือนกับเป็นหวัด 1 ถึง 2 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีน นอกจากนั้นแล้วนักวิจัยยังอธิบาย
ถึงสาเหตุของการหยุดการวิจัยชั่วคราวที่เกิดขึ้นเมื่อสอง-สามเดือนก่อนหน้านั้นเพราะผู้เข้าร่วมการวิจัยเพศชายคนหนึ่งมี
อาการเกี่ยวกับระบบประสาทที่ไม่พบบ่อยนัก และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความปลอดภัยพิจารณาแล้วว่าอาการ
ผิดปกตินั้นไม่ได้เกิดจากวัคซีนและอนุมัติให้การวิจัยดำเนินการต่อไปได้


หลังจากที่นักวิจัยให้ข้อมูลต่างๆเหล่านี้และแน่ใจว่าเขาเข้าใจและไม่มีคำถามหรือความกังวลใดใดเกี่ยวกับการ
วิจัยแล้ว นักวิจัยจึงขอให้เขาเซ็นต์ให้ความยินยอมเข้าร่วมการวิจัย และเจาะเลือดของเขาไปตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าเขามี
สุขภาพดีก่อนที่เขาจะได้รับฉีดวัคซีนเข็มแรกอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา


หลังจากการฉีดวัคซีนไปแล้วสามวันและเจ็ดวันเขาต้องกลับมาที่คลินิกการวิจัยเพื่อเจาะเลือดดูให้แน่นอนว่าวัคซีน
ไม่มีผลกระทบใดใดต่อตับและไตของเขา นอกจากนั้นแล้วทีมวิจัยได้อีเมลล์ลิ๊งค์สำหรับบันทึกประจำวันให้เขากรอกทุกวัน
ทางออนไลน์เพื่อรายงานผลข้างเคียงต่างๆไม่ว่าอาการจะหนักหรือเบาแค่ไหนซึ่งคาร์เตอร์เสริมต่อว่าเขาไม่มีอาการข้าง
เคียงอะไรที่จะต้องรายงานเลย


หลังจากการวิจัยรู้ผลของวัคซีนแล้ว นักวิจัยอีเมลล์ผลของการวิจัยให้แก่เขาทันทีและแนะนำว่าเขาสามารถถาม
คำถามต่างๆที่เกี่ยวกับผลการวิจัยที่ได้เมื่อไปพบทีมวิจัยตามนัด และเขาเน้นว่าเขาไม่รู้สึกผิดหวังเลยที่ประสิทธิผลของ
วัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดตำ่กว่าผลของวัคซีนโควิด-19 อีกสองวัคซีนที่ประกาศผลไป
แล้วก่อนหน้านั้น เขากล่าวว่าประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด สูงกว่าที่เขา
คาดไว้เมื่อเข้าร่วมการวิจัยและชี้ว่าที่น่าดีใจเป็นอย่างมากคือไม่มีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซ
เนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และติดเชื้อที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะโควิด-19 แม้แต่คนเดียว
คาร์เตอร์เชื่อว่าจำเป็นที่จะต้องใช้วัคซีนโควิด-19 หลายชนิดในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และเขา
แน่ใจว่าวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ที่เขามีส่วนร่วมในการวิจัยจะเป็นหนึ่งในวัคซีนที่ใช้
ในการควบคุมการระบาด


คาร์เตอร์อธิบายต่อว่าเขายังคงอยู่ในการวิจัยต่อไปอีกหลายเดือนและจะได้รับตรวจเป็นประจำว่าเขามีผลข้าง
เคียงใดใดหรือไม่ และเขาจะต้องตรวจการติดเชื้อโดยการใช้ชุดตรวจไวรัสซาร์สคอฟทูด้วยตนเองเป็นประจำทุกอาทิตย์
และเสริมต่อว่าเขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งว่าทุกขั้นตอนของการวิจัยดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดและไม่มีการปกปิด
เกี่ยวกับอาการข้างเคียงใดใดของวัคซีน และไม่มีการทำงานแบบเร่งรีบข้ามขั้นตอนแต่อย่างใด
คาร์เตอร์สรุปว่าเนื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา การเข้าร่วมการวิจัยของเขาครั้งนี้เป็นเรื่องที่สะเทือน
อารมณ์มากเพราะพ่อของเขาเสียชีวิตเพราะโควิด-19 ก่อนหน้าที่เขาจะเข้าร่วมการวิจัยทำให้เขาตระหนักถึงผลกระทบของ
โควิด-19 ต่อชีวิตมนุษย์ และเขาขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ แพทย์และพยาบาลผู้ให้การรักษา และผู้เข้าร่วมการวิจัยอื่นๆที่
ช่วยในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้แน่ใจว่าวัคซีนนั้นปลอดภัยและมีผลในการป้องกัน


นอกจากการวิจัยโดยแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดแล้วการวิจัยวัคซีนโควิด-19 หลายโครงการที่ระบุ
ไปแล้วข้างบนและที่กำลังดำเนินการอยู่โดยเฉพาะการวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนโดยแผนปฏิบัติการความเร็วสูง
(Operation Warp Speed) ของรัฐบาลสหรัฐอเมริการับผู้เข้าร่วมการวิจัยที่เป็นผู้มีเอชไอวีด้วย จึงเป็นที่คาดว่าในอนาคต
ข้อมูลเกี่ยวกับการปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 ต่อผู้มีเอชไอวีจะมีมากพอที่จะสรุปได้ว่าวัคซีนโควิด-19
ปลอดภัยและมีประสิทธิผลต่อผู้มีเอชไอวีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มีเอชไอวีที่เข้าร่วมการวิจัยของแต่ละ
โครงการด้วย


รัฐบาลไทยได้ทำสัญญาซื้อวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกาและมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดจำนวน 26 ล้าน
โด๊สที่จะเพียงพอสำหรับคน 13 ล้านคน เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นอกจากสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว รัฐบาลไทยยัง
ทำสัญญากับแอสตราเซเนกาเพื่อผลิตวัคซีนโควิด-19 เองในประเทศไทยสำหรับประชาชนทุกคนด้วย4 ในระยะแรกนั้นคง
เป็นที่แน่นอนว่าวัคซีนโควิด-19 จะมีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนที่มีความเสี่ยงและจำเป็นที่จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ
สำหรับการฉีดวัคซีนให้แก่คนกลุ่มต่างๆที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโควิด-19 สูงกว่าคนโดยทั่วไป ส่วนผู้ที่มีเอชไอวีจะได้รับ
การจัดลำดับหรือไม่นั้นคงต้องติดตามดูต่อไป และที่สำคัญพอพอกันคือผู้มีเอชไอวีในประเทศจะสามารถส่งเสียงให้รัฐบาล
ไทยได้ยินและรับรู้ถึงความเสี่ยงต่อโควิด-19 ของพวกเขาและความจำเป็นที่จะต้องมีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

อ้างอิงและขอบคุณเนื้อหา

เนื้อหาทั้งหมดได้คัดลอกมาจาก บทความของคุณ อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ http://www.tncathai.org/index.php/ncab
เพื่อเป็นสื่อกลางให้บุคลทั่วไปและผู้ร่วมกับเชื่อเอชไอวี ได้อ่านและเป็นประโยชน์ในการดูแลตัวเองในช่วงโควิด

The First COVID-19 Vaccine Is Here. Is It Safe for People With HIV? โดย Liz Highleyman เมื่อ 16 ธันวาคม 2563 ใน https:// 1www.poz.com/article/covid19-vaccine-here-safe-for-people-HIV

2 องค์การอาหารและยาอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินแก่วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นาสำหรับใช้ในคนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (วัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับคนอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป) ในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 จาก FDA authorizes a secondcoronavirus vaccine, a turning point in the pandemic โดย Carolyn Y. Johnson และ Laurie McGinley เมื่อ 19 ธันวาคม 2563 ใน https:// www.washingtonpost.com/health/2020/12/17/covid-fda-moderna-vaccine-2/

I’m living with HIV and have had the COVID vaccine โดย Michael Carter เมื่อ 15 ธันวาคม 2563 ใน https://www.aidsmap.com/ 3news/dec-2020/im-living-hiv-and-have-had-covid-vaccine

Thailand signs deal with AstraZeneca for Covid vaccine เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2563 ใน https://www.bangkokpost.com/thailand/ 4
general/2026547/thailand-signs-deal-with-astrazeneca-for-covid-vaccine

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *