วิธีการตรวจเอชไอวี แยกได้กี่ประเภท

ตุลาคม 7, 2018

เมื่อคุณติดเชื้อเอชไอวี ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อพยายามต่อสู้กับการติดเชื้อเอชไอวีนี้ ซึ่งการตรวจเอชไอวีจะใช้หลักการ ตรวจหาภูมิคุ้มกันนี้ในเลือด โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหลังการติดเชื้อเอชไอวี จึงจะสามารถตรวจพบระดับภูมิคุ้มกันนี้ได้ เราเรียกช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ว่า ระยะฟักตัวหรือ window period ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่มีการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว แต่ตรวจไม่พบ ดังนั้นหากคุณเข้ารับการตรวจเอชไอวีในช่วงระยะฟักตัวหรือ window period จะได้ผลเป็นลบ ซึ่งทั้งที่จริงๆ แล้วคุณอาจติดเชื้อแล้ว (ผลลบปลอม) ซึ่งจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่ติดเชื้อ ซึ่งในทางปฏิบัติหากคุณมีภาวะเสี่ยง ก็ควรจะต้องมาตรวจซ้ำอีก 3 เดือนหลังจากการตรวจครั้งแรก

 

 

ปัจจุบันการตรวจ HIV มี 3 วิธีหลักๆ แยกได้ดังนี้

1.Anti HIV บริการนี้คนไทยสามารถตรวจได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐ ทั่วประเทศ โดยเพียงการยื่นบัตรประชาชนเท่านั้น และสามารถทำการตรวจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 2 ครั้ง การตรวจ ประเภทนี้จะสามารถให้ผลได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังตรวจ ซึ่งผลที่ได้ จะเป็นผลจากร่างกายของเรา ย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ หากคุณไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์ แล้วไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย มาเมื่อคืนแล้วไปตรวจ Anti HIV ผลตรวจที่ได้จะไม่ได้ยืนยันว่า เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเมื่อคืนของคุณนั้นปลอดภัย แม้ว่าผลเลือดจะออกมาเป็นลบ (Negative = ไม่พบเชื้อ HIV) ซึ่งสามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ว่า เชื้ออยู่ในระยะฟักตัว และยังตรวจไม่ พบ ด้วยวิธีการตรวจแบบ Anti HIV นอกจากโรงพยาบาลของรัฐแล้ว ในโรงพยาบาลเอกชนเอกก็สามารถตรวจ Anti HIV ได้ แต่จะมี ค่าใช้จ่าย อยู่ที่ 500-800 บาท สำหรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหา HIV ทั้งนี้อาจมีค่าบริการทางแพทย์ตามแต่ละโรงพยาบาล ที่แตกต่างกันออกไป ผู้สนใจสามารถโทรไปปรึกษาโรงพยาบาลดังกล่าวเพื่อสอบถาม ราคาก่อนเข้ารับการตรวจได้

2. การตรวจแบบ NAT หรือ Nucleic Acid Technology สำหรับการตรวจแบบ NAT จะมีข้อ แตกต่างจาก Anti HIV คือ สามารถชี้วัดผลจากร่างกายของเราย้อนหลังไปประมาณ 3-7 วัน หลังจากได้รับความเสี่ยง เช่น หากเราไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันมาเมื่อ 3 วันก่อน แล้ว วิตกกังวลว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ HIV การตรวจแบบ NAT จะทำให้เราทราบผล เลือดว่าเป็นบวก หรือ ลบ ได้แน่ชัดกว่าการตรวจแบบ Anti HIV ซึ่งปัจจุบัน คลีนิคนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT แก่ผู้ที่มารับการตรวจทุกรายฟรี ปีละ 2 ครั้งเพียงการยื่นบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิเท่านั้น (คลีนิคนิรนามเป็นคลีนิคเฉพาะทางที่ให้ คำปรึกษาด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)

3. Rapid HIV Test หรือการตรวจ HIV ชนิดเร็ว ปัจจุบันการตรวจวิธีนี้ใช้เวลารอผลเพียง 20 นาที เท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าชนิดอื่นๆ แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองในเบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันการ ตรวจแบบนี้สามารถตรวจได้เองที่บ้าน ซึ่งหากค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับชุดการตรวจ HIV ด้วยตนเอง ก็จะพบร้านค้าออนไลน์จำนวนมาก ที่ขายชุดตรวจแบบนี้ ทั้งนี้ทางเราขอแนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจวิธี Rapid HIV Test อยากให้ใช้วิธีทำการตรวจแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและอ่านผล เพราะหากปฏิบัติเองและใส่น้ำยาตรวจสอบไม่ถูกต้อง ผลที่ได้อาจคลาดเคลื่อนและส่งผลเสียต่อผู้ตรวจได้ ซึ่งหากการตรวจแบบ Rapid HIV Test ให้ผลว่าเป็นบวก (พบเชื้อ HIV) คนไข้ต้องได้รับการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าติดเชื้อจริงด้วยขั้นตอน Anti HIV หรือ NAT แล้วแต่ระยะเวลาที่ได้รับเชืื้อมา ทั้งนี้หากเทียบเรื่องราคาและความแม่นยำ ระหว่างการซื้อ Rapid HIV Test มาตรวจเอง กับการ ไปตรวจ Anti HIV หรือ NAT เราแนะนำว่าการเดินทางไปตรวจ Anti HIV และ NAT ให้ผลที่ชัดเจนกว่าในค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก: honestdocs

Share :