Web Analytics

เชื้อไวรัสและโรคติดต่อทางเพศที่ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้

April 10, 2019

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นภัยเงียบที่หลายคนอาจไม่ตระหนักถึง เนื่องจากช่วงติดเชื้อในระยะแรก มักจะไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดจนคุณไม่ทันสังเกต อย่างไรก็ตาม หลายๆ เชื้ออาจส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ โดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง

คำถามที่คนส่วนใหญ่มักสงสัย คือ หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือมีกิจกรรมทางปาก จำเป็นจะต้องสวมใส่ถุงยางอนามัยด้วยหรือไม่? คำตอบคือ “จำเป็น” เนื่องจากเชื้อโรคหลายชนิดติดต่อกันได้ทางสารคัดหลั่ง ซึ่งไม่ใช่แค่น้ำในช่องคลอดของผู้หญิงหรือน้ำอสุจิของผู้ชาย แต่รวมถึงน้ำลายหรือเลือดได้ด้วย

ตัวอย่างเชื้อและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้

  • HIV เป็นเชื้อไวรัสที่จะเข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง อาการที่บ่งบอกว่าติดเชื้อ HIV ได้แก่ รู้สึกเหนื่อย น้ำหนักลด เกิดผื่นแดง มีเหงื่อออกผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน แต่ในบางรายอาจไม่แสดงอาการออกมาเลยในระยะหลายเดือนหรือถึงขั้นเป็นปี หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและกินยาต้านเชื้อไวรัส จะพัฒนาจนเข้าสู่ขั้นเป็นโรคเอดส์ได้ และเชื้อไวรัสจะเข้าทำลายภูมิคุ้มกันรวมถึงอวัยวะต่างๆ จนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • คลาไมเดีย (CHLAMYDIA) เป็นเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้ทั้งในน้ำอสุจิและของเหลวจากช่องคลอดของผู้หญิง อาการของผู้ที่ติดเชื้อคลาไมเดียในผู้ชาย คือ ปวดถุงอัณฑะและท้องน้อย มีน้ำสีขุ่นไหลออกจากท่อปัสสาวะ ส่วนผู้หญิง จะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีน้ำสีขุ่นไหลออกมา ปัสสาวะแสบขัด และหลังจากมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดอาการปวดท้องน้อยและมีตกขาวผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยาก ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ตั้งครรภ์นอกโพรงมดลูก ถ้าติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้
  • โรคหนองใน (GONORRHEA) โรคหนองในสามารถทำให้เกิดการก่อตัวของเนื้อเยื่อไปอุดตันท่อนำไข่ การตั้งครรภ์นอกมดลูก การเป็นหมัน หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง ในบางกรณีโรคหนองในอาจลุกลามไปสู่กระแสเลือดหรือข้อต่อได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่พบได้ไม่บ่อยนัก ผู้ชายที่เป็นหนองใน จะมีอาการแสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีของเหลวสีขาว เหลือง หรือเขียว ออกมาจากองคชาต ผู้หญิงก็เป็นหนองในได้เช่นกัน โดยจะมีอาการแสบร้อนเวลาปัสสาวะ มีของเหลวออกมาจากช่องคลอดมากกว่าปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงไม่ได้เป็นประจำเดือน หากติดเชื้อในทวารหนัก อาจเกิดอาการคันที่รูทวาร เลือดออก รู้สึกเจ็บปวดเวลาเบ่งอุจจาระ อย่างไรก็ตาม โรคหนองในสามารถรักษาให้หายได้ แต่เนื้อเยื่อที่เสียหายหรือผิดปกติก่อนรับการรักษาจะไม่ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม
  • โรคตับอักเสบชนิดบี (HEPATITIS B) เป็นโรคติดต่อทางเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อตับ มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับได้ สัญญาณที่บ่งบอกว่าติดเชื้อ ได้แก่ ผิวพรรณหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือส้ม อุจจาระมีสีอ่อนลง มีไข้ อ่อนเพลียติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โรคตับอักเสบชนิดบีไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่มียาคุมเชื้อไวรัส และลดความเสียหายของตับและความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับได้
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ (GENITAL HERPES) เกิดจากเชื้อไวรัส HSV-1 และ HSV-2 ระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ จนถึงขั้นลุกลามจึงจะมีตุ่มพองบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก จากนั้นตุ่มพองจะแตกออก กลายเป็นแผลเจ็บปวด โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เนื่องจากเชื้อจะฝังตัวที่ปมประสาทอย่างถาวร และถูกกระตุ้นให้เกิดซ้ำบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว แต่มียาที่ช่วยป้องกันหรือย่นระยะเวลาของภาวะลุกลามได้
  • โรคหูดหงอนไก่ (GENITAL WARTS) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนักเจริญผิดปกติ อาการคือ เกิดตุ่มหรือแผ่นนูนยื่นออกมา อาจมีอาการปวดหรือคันร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ สีผิวของเนื้อที่ยืนออกมานั้นจะเหมือนผิวหนังส่วนอื่น ถ้ามีสีเข้มอาจมีภาวะผิดปกติอย่างอื่นได้ เช่น มะเร็ง การรักษาได้แก่ ใช้ยาทาและคอยติดตามผล การจี้เย็น หรือผ่าตัดออก
  • โรคซิฟิลิส (SYPHILIS) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทรีโพนีมาพาลลิดัม (Treponema Pallidum) โรคนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกจะมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศซึ่งหายไปได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต กดไม่เจ็บ ระยะที่ 2 อาการจะรุนแรงขึ้น มีแผลนูนขึ้นที่อวัยวะเพศอีก แต่อาจเพิ่มเป็นหลายแผล เกิดผื่นตามตัว มีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ผมร่วง หลังจากนั้นอาการจะหายไปแม้ไม่รักษา แต่เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 จะเรียกว่าระยะแฝง ซึ่งไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย หากยังไม่รับการรักษาอีก เชื้อจะแพร่เข้าสู่อวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นได้ เช่น หลอดเลือดหัวใจอักเสบ ตาบอด หูหนวก ฯลฯ กระทั่งเสียชีวิต หากติดเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดการแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่เกิดมาพิการ ซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการให้ยาเพนนิซิลิน ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่าจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที

โรคเริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ และซิฟิลิส สามารถติดต่อทั้งทางสารคัดหลั่งและการเสียดสีของผิวหนัง ดังนั้นการสวมถุงยางอนามัยจึงเพียงป้องกันในส่วนของสารคัดหลังเท่านั้น โอกาสที่จะติดเชื้อจากผิวหนังยังมีเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ถุงยางอนามัยถูกวิธี แต่ก็ไม่มีโรคใดที่ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้ 100% สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไม่รู้จัก และตรวจคัดกรองเป็นระยะ หากพบว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากจะรักษาตัวเองแล้ว ต้องให้คู่ของตัวเองเข้ารับการรักษาพร้อมกันด้วย เพื่อไม่ให้ติดต่อกันจนเป็นซ้ำอีก

    ขอบคุณข้อมูลจาก: กรมควบคุมโรค

Shared :