Web Analytics

จะทำอย่างไรเมื่อคุณได้รับเชื้อเอชไอวี

ตามกลไกการติดเชื้อและป่วยด้วยโรคเอดส์นั้น การได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายนั้น ไม่ได้ทำให้ป่วยเป็นโรคเอดส์ทันที เนื่องจาก โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีระบบภูมิต้านทานของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรคและการเจ็บป่วย แต่หากเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยก็ตาม เช่น การสัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี การถูกของมีคนทิ่มตำและสัมผัสเชื้อโรคเอดส์ หรือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ เป็นต้น การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสำคัญที่สุด ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้

จะทำอย่างไรเมื่อคุณได้รับเชื้อเอชไอวี

การปฏิบัติตัวเมื่อสัมผัสเชื้อโรคเอดส์

ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ทำให้การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ น่ากลัวเหมือนในอดีต ซึ่งเราต่างรับรู้และรับทราบภาพความทรงจำว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นจะต้องผอมดำ หน้าตาทรุดโทรม ผอมแห้ง ป่วยทุรนทุราย ซึ่งภาพในความทรงจำเหล่านี้จะค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อพบว่า

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าและทันสมัยขึ้น สามารถตรวจวัดระดับเชื้อไวรัสในร่างกายและสามารถผลิตยาต้านเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่ถูกทำลายภูมิคุ้มกันจนพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ดังนี้

1. หากเรารู้ตัวว่าได้รับเชื้อเอชไอวี หรือ สัมผัสเชื้อเอชไอวีไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะทำ คือ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที เพื่อทำการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีและพิจารณารับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี

2. การได้รับเชื้อเอชไอวีใหม่ๆ จากสาเหตุใดก็ตามในช่วงแรกๆ อาจจะยังตรวจไม่พบเชื้อ ผู้ได้รับเชื้อต้องเข้ารับการตรวจเลือดและพบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรกที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ หากตรวจแล้วผลออกมาเป็นลบ แพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำโดยส่วนใหญ่จะนัดซ้ำภายใน 6 เดือนเพื่อตรวจเลือดจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีเชื้อในร่างกายเช่น ใน 4 สัปดาห์ 3 เดือน และ 6 เดือน และ 1 ปี เป็นต้น

3. กรณีที่ถูกของมีคมทิ่มตำ ซึ่งของมีคนนั้นใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อ เช่น เข็มฉีดยา ใบมีด ห้ามบีบเลือดจากบาดแผลเพราะจะทำให้เกิดบาดแผลเพิ่มขึ้น รีบล้างทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสบู่ แล้วทาแผลด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือ 10% Iodine ให้เร็วที่สุด จากนั้นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดไว้เป็นหลักฐานและเข้ารับ การพิจารณาจากแพทย์ในการรับยาต้านไวรัสต่อไป

4. ถ้าเลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตาให้ล้างด้วย 0.9% โซเดียมคลอไรด์ (NSS) มากๆถ้ากระเด็นเข้าปากก็ให้บ้วนน้ำลายและล้างปากด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หากมีการปนเปื้อนจำนวนมาก ไม่มั่นใจว่ารับเชื้อเอชไอวีหรือไม่ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดไว้เป็นหลักฐานและเข้ารับการพิจารณาจากแพทย์ในการรับยาต้านไวรัสต่อไปเช่นกันกับการถูกของมีคมทิ่มตำ

5. ผู้ที่รับเชื้อเอชไอวี ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อรับยาและรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอร่วมกับ ทำการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับเชื้อไวรัสในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

จะทำอย่างไรเมื่อคุณได้รับเชื้อเอชไอวี

6. ผู้ติดเชื้อควรเข้ารับบริการการให้คำปรึกษา โดยแสดงความยินยอมด้วยวาจาและเซ็นต์ให้การยินยอมเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ผู้ให้บริการจะให้บริการโดยคำนึงถึงหลักสิทธิผู้ป่วยด้วยการรักษาความเป็นส่วนตัวและรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด

7. ในระยะที่สงสัยว่าได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย แต่ผลการตรวจเลือดยังให้ผลลบ และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ผู้ได้รับเชื้อควรงดการให้เลือด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันควรจะสวมถุงยางอนามัยก่อนการมีเพศสัมพันธ์ก่อนทุกครั้ง

8. ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้วมีผลการตรวจเลือดเป็นผลบวกแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสซึ่งต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมออย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้งจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติเหมือนคนในสังคมทั่วไป

9. ผู้ที่สัมผัสเชื้อที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรค แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส ยกตัวอ่างเช่น ยาต้านไวรัส 2 ชนิด คือ Tenofovir และ Emtricitabine เพื่อเป็นทางเลือกในการลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย

10. การรับประทานยาครั้งแรกผู้ป่วยจะมีอาการข้างเคียงเช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีผื่นขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง เช่น อาจมีไข้ มีผื่นลมพิษ เยื่อบุอ่อนพองบวม เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุปาก หายใจขัดหรือหอบ การแพ้ยารุนแรงจะเกิดการช็อค หายใจไม่ทัน ขาดอากาศ หมดสติและช็อคได้ ดังนั้น เมื่อทราบว่ามีเคยมีประวัติแพ้ยาต้านไวรัส ควรบอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ดูแลก่อนรับยาต้านไวรัสเอดส์