Web Analytics

โรคเอดส์ คืออะไร

โรคเอดส์ AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome: AIDS)

เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV, Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อจากคนสู่คนได้ผ่าน สารคัดหลั่ง เลือด หรือบาดแผล น้ำอสุจิ หรือของเหลวในร่างกายได้

เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสจะไปทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านทานกับเชื้อโรคต่างๆ ได้ทำให้เพิ่มโอกาสที่เชื้อโรคอื่นๆ จะเข้าสู่ร่างกาย ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยต่างๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตในที่สุด

โรคเอดส์ คืออะไร

AIDS และ HIV คืออะไร

  • AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome) คือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และเมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง หรือไม่สามารถทำงานได้ และเมื่อร่างกายได้รับเชื้อจากภายนอก แม้กระทั่งเชื้อประจำถิ่นที่มีอยู่เดิมตามร่างกายอยู่แล้ว ร่างกายก็ไม่สามารถที่จะต้านทานเชื้อได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยในระบบต่างๆ เช่น ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการเจ็บป่วยบ่อย ป่วยเรื้อรัง ท้องเสียบ่อยๆ หรือมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ และมีโอกาสติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าบุคคลปกติ เช่น ติดเชื้อวัณโรค เป็นต้น
  • HIV (Human Immunodeficiency Virus) หรือเชื้อไวรัสเอชไอวี นั้นเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ ซึ่งเดิมมาจากเชื้อ SIV (Simain Immunodeficiency Virus) โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เชื้อนี้มาจากลิงชิมแปนซีในทวีปแอฟริกา จากนั้นเชื้อก็แพร่ระบาดมาสู่คนและพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นเชื้อ HIV ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนเท่านั้น โดยผ่านทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ทางน้ำเหลือง ทางบาดแผล ทางสารคัดหลั่ง หรือสารน้ำในร่างกาย โดยเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะยังคงอยู่ไปตลอดชีวิตไม่สามารถกำจัดเชื้อนี้ได้
AIDS และ HIV คืออะไร

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV นั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ เช่น กลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก โดยที่ไม่ได้ป้องกันหรือมีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคที่ถูกต้อง กลุ่มคนที่ซื้อบริการทางเพศเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จากนั้นจะแพร่ระบาดสู่กลุ่มวัยรุ่นหรือคู่นอนด้วยกันเอง

2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ในกลุ่มผู้ป่วยที่เสพสารเสพติด

3. การเข้ารับบริการสถานบริการที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น การเข้าร้านทำเล็บที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้ออุปกรณ์ในการทำเล็บที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือคลินิกหมอฟันเถื่อนที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นต้น

4. การเข้าร้านตัดผมที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์ตัดผม หรือมีการใช้มีดโกนและอุปกรณ์ที่มีคมร่วมกันกับผู้อื่น ที่ผู้รับบริการเองก็ไม่ทราบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีใช้ร่วมกันหรือไม่

5. การเข้ารับบริการสักลาย หรือสักตามร่างกาย การเจาะ สัก หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสัมผัสของมีคมและเกิดบาดแผล หากอุปกรณ์เหล่านั้นไม่สะอาด ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีได้

6. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก ในกรณีที่แม่ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ หรือเกิดการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ แต่ในปัจจุบันค้นพบยาที่สามารถต้านเชื้อในกรณีที่พบว่ามารดาที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้วตั้งครรภ์ ต้องรับประทานยาระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกเหลือร้อยละ 8 แต่ก็ยังไม่มีผลการรับรอง และยืนยันว่าปลอดภัย 100%

การติดเชื้อ HIV มีกี่ระยะ

เนื่องจากการรับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายครั้งแรกนั้น ผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้ออาจไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อมาแล้ว ซึ่งอาการของการติดเชื้อจะมีอยู่ 3 ระยะได้แก่

  • ระยะแรกเริ่มติดเชื้อ เป็นระยะหลังจากที่รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย และร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้เชื้อโรค เช่น มีอาการไข้ ปวดหัว เจ็บคอ มีผื่นขึ้น ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว หรือบางรายอาจมีอาการปวดตามข้อได้เช่นกัน
  • ระยะอาการสงบ ระยะนี้ร่างกายเริ่มปรับตัวหลังได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย อาการแสดงจึงไม่เด่นชัด หรือแทบจะไม่มีอาการป่วยเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อเชื้อโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเริ่มพัฒนาตัวเอง และแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี โดยการเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นและเริ่มทำลายระบบภูมิคุ้มกันแล้ว
  • ระยะเอดส์ เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนเสียหายเกือบหมดแล้ว หรือสูญเสียหน้าที่จนไม่สามารถทำงานได้ ทำให้เกิดอาการป่วยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย
การติดเชื้อ HIV มีกี่ระยะ

การรักษา

การรักษาโรคเอดส์นั้น ในปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาด แต่มียารักษาเพื่อต้านเชื้อไวรัสที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนคนปกติมากที่สุด ยาต้านเชื้อไวรัส (Anti-retrovirals, AVR) เป็นยาที่ไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส HIV ให้หมดไป แต่ยาจะช่วยชะลอการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกาย และชะลอความเสียหายต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสของผู้ป่วยต่อไป

ดังนั้น การรักษาโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อเอชไอวีเป็นผู้ดูแลเป็นหลัก และต้องเข้ารับการตรวจตามนัด เพื่อเจาะเลือดตรวจดูระดับภูมิต้านทานในร่างกายและจำนวนเชื้อไวรัสเป็นระยะ ร่วมกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้ดีที่สุดนั่นเอง