Web Analytics

ประโยชน์ของการรักษาโรคเอดส์ (เชื้อเอชไอวี)

หัวใจสำคัญของการรักษาเอชไอวี

หัวใจสำคัญของการรักษาเชื้อเอชไอวี คือ การช่วยให้ผู้ที่สัมผัสเชื้อ หรือติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสให้เร็วที่สุด ปัจจุบันการให้บริการดูแล และรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้งผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทย ได้พัฒนาระบบบริการที่เป็นมาตรฐาน และเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเข้าถึงการบริการได้ง่ายขึ้น เริ่มตั้งแต่การให้สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมในโครงการหลักประกันสุขภาพต่างๆ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เป็นต้น การเข้ารับการรักษา จึงไม่ได้มีข้อจำกัดในด้านค่าใช้จ่ายอีกต่อไป ซึ่งแนวทางและประโยชน์ที่สำคัญในการรักษามีดังนี้

  • รีบทำการรักษาทันที เมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อเอชไอวีอย่างชัดเจน
  • การรักษาเป็นแบบประคับประคองอาการ ผสมผสานระหว่างการรักษาและการป้องกันโรค
  • มุ่งเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีต่อผู้อื่น
วัยรุ่นติดเชื้อ

การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ ยึดตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2560 ซึ่ง ได้กำหนดแนวทางการรักษา ในแต่ละกลุ่มไว้ ดังนี้

  • การรักษาผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • การดูแลรักษาเด็กและวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • การดูแลรักษามารดาตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อป้องกันการถ่ายทอดการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก
  • การรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส

การรักษาผู้ป่วยแต่ละกลุ่มนั้น มีแนวทางและเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกันในรายละเอียดแต่มีเป้าหมายสูงสุดของการรักษา คือ การดูแลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคฉวยโอกาส และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข โดยสรุปแล้วประโยชน์ของการรักษาโรคเอดส์ มีดังนี้

ประโยชน์ของการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี

หากได้รับการรักษาได้เร็วที่สุด ยิ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เข้ารับการรักษา จะได้รับการดูแล และปกปิดข้อมูลสุขภาพ เป็นความลับตามพระราชบัญญัติสิทธิผู้ป่วย ซึ่งคลินิกที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วย โดยทั่วไปเรียกว่า “คลินิกนิรนาม”
  • แนวทางการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสุขภาพพื้นฐาน เพื่อประเมินภูมิต้านทานของร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจติดตามปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 positive T Cell และนับปริมาณไวรัสในเลือดโดยตรง เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค และการแพร่กระจายเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัสตลอดชีวิต (Antiretroviral therapy) ซึ่งแผนการรักษาจะสัมพันธ์กับระดับภูมิต้านทานของร่างกาย
  • เป้าหมายของการรักษา คือ การคงสภาพผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ให้อยู่ในระยะอาการสงบนิ่ง คือ มีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย แต่ไม่มีการแพร่เชื้อ หรือทำลายภูมิคุ้มกัน จนก่อให้เกิดโรคฉวยโอกาส ถ้าสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยให้ความร่วมมือ มาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็จะไม่พัฒนาเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์หรือมีอาการแทรกซ้อนใดๆ
  • การรักษาสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นมากในการช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรจะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเหล้า รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงที่สุด เตรียมร่างกายให้พร้อมในการรับยาต้านไวรัสเอชไอวีให้มากที่สุด
  • โรคฉวยโอกาส
  • การรักษาจะร่วมกับการใช้ยารักษาโรคติดเชื้อต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ป่วยติดเชื้อชนิดใดร่วมด้วย เช่น ติดเชื้อวัณโรค ก็ให้ยารักษาวัณโรค ติดเชื้อรา ก็ให้ยารักษาเชื้อรา ถ้าเป็นโรคใดร่วมก็ให้ยารักษาโรคนั้นๆ เป็นกรณีไป ทั้งนี้แพทย์จะให้คำแนะนำของความเสี่ยงต่อโรคเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีด้วย
  • การรักษาโรคเอดส์ในระยะต้น หรือการรักษาตั้งแต่ที่รู้ว่ารับเชื้อเอชไอวี เข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีใหม่ๆ หรือเป็นระยะติดเชื้อแบบปฐมภูมินั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจจะยังไม่แสดงอาการอะไรเลย หรือถ้ามีก็จะหายไปเองได้ใน 2-4 สัปดาห์อาการจะเป็นเหมือนอาการไข้ทั่วไป เช่น ไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ท้องเสียบ่อยครั้ง ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น ระยะนี้เป็นระยะติดเชื้อ ไม่ถือว่าป่วยเป็นโรคเอดส์ เชื้อเอชไอวีที่เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลาย T cell หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแพร่จำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ T cell ตายลง จากนั้น เชื้อจะแพร่กระจายทั่วร่างกายจนทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ต่อต้านเชื้อ ซึ่งแอนติบอดี้นี้จะสามารถตรวจพบได้ในเลือด และสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคได้นั่นเอง
  • การเข้าสู่ขั้นตอนการรับยาต้านไวรัสเอชไอวีให้เร็วที่สุด นั้นเป็นการดีต่อตัวผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอง เพราะเชื้อจะไม่ลุกลามเข้าไปสู่การติดเชื้อระยะอื่นๆ หรือ ที่เรียกว่า ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น ซึ่งเป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายและผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะมีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา