ขณะนี้คุณกำลังดูในเว็บไซต์ ไทย | English

ทำไมต้องทำการศึกษาเอชไอวี / เอดส์?


แต่ละปีมีผู้ติดเชื้อและผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่มากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนทั้งสองไม่ได้รับ

การเรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของเอชไอวี หรือไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่แก้ปัญหา หลายคนไม่รู้
เกี่ยวกับอันตรายไวรัส จากการสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า 1 ใน 3 ของวัยรุ่น คิดว่ามีทาง 'รักษา'
โรคเอดส์ ดังนั้นการศึกษาเรื่องเอช ไอวี และเอดส์ จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการป้องกันการ
แพร่ระบาดของเอชไอวี


แม้ว่ามีการให้การศึกษาอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ยังจะต้องมีกระบวนการที่ต่อเนื่อง คนแต่ละรุ่น กลาย
เป็นผู้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องรู้วิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ HIV ส่วนคนรุ่นเก่าที่เคยได้รับ
การศึกษาแล้ว อาจต้องให้ข้อมูลเสริม เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ และ
บอกกล่าวแก่คนที่อายุน้อยกว่า

 
ใครที่ควรได้รับการศึกษา?


ทุกคนที่มีความเสี่ยงกับโรคเอดส์ ซึ่งก็แทบจะทุกคนที่มีความเสี่ยง เว้นแต่พวกเขารู้วิธีการ

ป้องกันตัวเอง ไม่เพียงแต่วัยรุ่น ผู้ติดยาเสพติด หรือชายรักชาย ที่จะมีโอกาสติดเชื้อ เชื้อไวรัสมี
ผลกระทบข้ามไปยังแต่ละสังคม ซึ่งหมายความว่าการให้ศึกษา ควรจะมุ่งเป้าไปที่ทุกส่วนของสังคม
ไม่เน้นแต่เพียงกลุ่มผู้ที่คิดมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้เป็นสิ่งที่ดีมากที่ให้ความรู้แก่วัยรุ่น แต่ผลกลับ
กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ติดเชื้อ และในปีที่ผ่านมาได้มีการให้ศึกษาเรื่องเอดส์แก่ผู้ใหญ่น้อยมาก
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด ที่ต้องได้รับการให้การศึกษาเอชไอวี คือ
ผู้ที่คิดว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในความเสี่ยง

คนที่ยังไม่ได้รับการศึกษาและอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จริงๆ มักจะหมายถึงวัยรุ่นที่ต้อง
การรู้ถึงความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธุ์ และการเสพยาเสพติด ก่อนที่พวกเขาจะมีอายุมากขึ้น
และหาออกได้แก่ตัวเอง

คนที่ได้รับการศึกษาไปแล้วแต่เป็นการให้การศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากการให้การ
ศึกษาโรคเอดส์มีประสิทธิภาพ ก็จะต้องไม่มีเกิดการติดเชื้อใหม่จำนวนมาก ดังนั้นการติดเชื้อเอ
ชไอวีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น - หลายคนที่มีประสบการณ์รับการให้การศึกษาโรค
เอดส์มาแล้ว ก็ยังกลายเป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

"ไม่กี่เดือนหลังจากที่เราเริ่มมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีการป้องกัน ผมล้มป่วยหนัก... ฉันหายช้า แต่...
ผมคิดว่าได้รับสัญญาณเตือน ตั้งแต่ฉันป่วยเมื่อปีก่อนหน้านี้ ผมกำลังศึกษาเกี่ยวกับเอชไอวี
และบางส่วนของอาการ ที่เกิดขึ้นจริงๆ กับฉัน เหมือนมีระฆังเตือนในหัวของฉัน. ฉันยังช็อคกับ
สถานะของฉัน เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยหวังว่ามันจะกลายเป็นศัตรูที่เลวร้ายที่สุด ". TK-นามสมมุติ

ทุกคนต้องการที่จะเรียนรู้วิธีการ และเหตุผล ที่ไม่แตกต่างกับผู้ติดเชื้อ (positive people)
คนที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับการแพร่เชื้อไวรัส เพื่อให้พวกเขาสามารถที่ป้องกัน
ตัวเองจากการติดเชื้อ ในขณะเดียวกันพวกเขายังต้องเรียนรู้วิธีเรื่องไวรัสจะไม่ติดต่อ ผู้คนต้องรู้
ว่าพวกเขาไม่สามารถจะติดเชื้อจากสิ่งต่างๆ เช่น การแบ่งปันอาหาร, การใช้ผ้าขนหนู หรือห้อง
สุขา สิ่งเหล่านี้จะช่วยในการลดการเลือกปฏิบัติต่อคนในเชิงบวก โดยการลดความไม่รู้และความ
หวาดกลัว

คนที่ติดเชื้อแล้วยังต้องได้รับการให้การศึกษา ในขั้นต้นนี้จะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของการ
ให้คำปรึกษาและการสนับสนุน และต้องสอนแก่พวกเขาเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิตที่ดีร่วมกับเชื้อเอ
ชไอวี การทดสอบที่พวกเขาอาจจำเป็นต้องมี และยาที่พวกเขาอาจต้องได้รับ พวกเขายังต้อง
เรียนรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV และเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยด้วยสำหรับเหตุผลทั้งสองประการนี้
พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ในเชิงบวก โดยไม่แพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นและพวกเขาต้อง
เรียนรู้วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงการติดต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในพวกเขาแล้ว

คนอื่นๆ ที่ไม่อยู่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนผู้ที่ได้รับการศึกษาโรคเอดส์ ควรมีการดำเนินการ และมี
ทรัพยากรที่จะนำเอาความรู้ไปสู่การปฏิบัติ กลุ่มหนึ่งที่หวังว่าจะจัดอยู่ในหมวดหมู่ของการศึกษา
โรคเอดส์ซึ่งอาจดูเหมือนชัดเจน แต่ในหลายกรณีอาจจำเป็นต้องสอนตัวเอง พวกเขาอาจจะ
ต้องทำหน้าที่เป็นนักการศึกษาโรคเอดส์ เมื่อพวกเขาเองมีประสบการณ์หรือความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ
ในเรื่องดังกล่าว การศึกษาเพียร์ยังต้องได้รับการฝึกอบรม แม้ว่าพวกเขาเอง คือผู้ติดเชื้อเอชไอวี
+ ข้อมูลสำหรับครูและนักการศึกษาเอชไอวีจะพบได้


หากการศึกษาโรคเอดส์ที่ได้รับการดำเนินการจนมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่แล้ว ก็คงจะไม่มีผู้ติด
เชื้อรายใหม่มากกว่าห้าล้านคนในปี 2004 จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการรณรงค์การดำเนินการจนถึง
ขณะนี้ยังล้มเหลว สำหรับการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ดังนั้นข้อความจะต้องมีการทำซ้ำ
ในรูปแบบที่แตกต่างกันจนทำหใประชาชนเห็นคุณค่าของมันหรือจนกว่าหวังว่าการศึกษาไม่มี
ความจำเป็น

 

แหล่งข้อมูล: www.factlv.org

เอชไอวีและเอดส์

เอชไอวี คืออะไร


เอชไอวี ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นไวรัสสาเหตุของ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ ในปีพ.ศ. 2552 ยูเอ็นเอดส์ได้สำรวจพบว่า มีประชากรมากกว่าครึ่งล้านในประเทศไทยที่มีเชื้อเอชไอวี และ 28,000 คนที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เชื้อเอชไอวี คือไวรัสที่เข้าไปทำลายเซลส์เม็ดเลือดที่จำเป็นของร่างกายในการเป็นปราการต่อสู้กับโรคต่างๆ  (หรือที่เรียกว่า ซีดีสี่ CD4) ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว และทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน

 

 

เชื้อเอชไอวี สามารถติดต่อได้

  • ทางเลือด อสุจิ สารคัดหลั่ง หรือน้ำนม
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวีโดยขาดการป้องกัน  อย่างไรก็ดี อัตราความเสี่ยงของการติดเชื้อจะมีสูงขึ้นเมื่อ มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายนั้น ผู้รับจะมีความเสี่ยงสูงกว่า
  • การมีเพศสัมพันธ์เสรี  หรือการมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แทรกซ้อนอยู่ด้วย จะทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่า นอกจากนี้ ออรัลเซ็กซ์ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่จะน้อยการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
  • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซื่งเป็นการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ การให้กำเนิด และการให้น้ำนมลูก

การตรวจเลือด คือวิธีการหาเชื้อเอชไอวีในร่างกาย ซึ่งเมื่อตรวจพบแล้ว จะมีค่าเป็นเลือดบวก แม้ว่าทุกวันนี้ จะยังไม่มีการรักษาให้เชื้อเอชไอวีหมดไปได้ แต่ว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีเชื้อ ด้วยการรับประทานยาต้านไวรัส และดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง

"ถ้ารู้เร็ว ก็รักษาได้เร็ว" การตรวจและรักษาอย่างเนิ่นๆ นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดูแลร่างกายและชีวิต.

 

เอดส์ คืออะไร


เอดส์ (AIDS) ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome  คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัส เอชไอวี ซึ่งไวรัสจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 ลดน้อยลง จึงง่ายต่อการที่จะถูกเชื้อโรคต่างๆ โจมตี เพราะภูมิต้านทานน้อยลง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ในกรณีที่ได้รับเชื้อเอชไอวีแล้ว ร่างกายของเราจะพยายามต่อสู้กับเชื้อนั้น ด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมา ดังนั้น การตรวจเลือดคือการหาแอนติบอดีเหล่านั้นในเลือด และถ้าเรามีนั่นก็คือ เราได้รับเชื้อเอชไอวีแล้ว หรือที่เราเรียกว่า มีเลือดบวก (HIV-Positive) ทว่า คนที่สัมผัสเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องติดเชื้อเสมอไป ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อ ภมูิต้านทานของผู้สัมผัส และปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบชัด

การมีเชื้อเอชไอวีในร่างกายนั้น ไม่ใช่การเป็นโรคเอดส์อย่างที่หลายคนเข้าใจ มีบุคคลมากมายที่มีเชื้อเอชไอวีแต่ยังแข็งแรงดี ทว่า เชื้อเหล่านี้จะค่อยๆ เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราให้เหลือน้อยลง จึงส่งผลให้เมื่อเชื้อไวรัส  เชื้อรา และแบคทีเรียทั้งหลาย ก็สามารถมาทำให้เราเจ็บป่วยได้ หรือที่เราเรียกว่า เกิดโรคฉวยโอกาศนั่นเอง

 

แหล่งที่มา: www.aids.org

คุณมีความเสี่ยงไหม?

 

HIV แพร่กระจายโดยการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัย (condom) เป็นสิ่งจำเป็นมากในการช่วยป้องกันโรคเอดส์ และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นการไม่ใช้ถุงยางอนามัย จึงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อสูง

 

 

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่สวมถุงยางอนามัยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงมาก สำหรับทั้งสองฝ่าย แม้จะไม่หลั่งน้ำอสุจิก็ตาม
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยไม่สวมถุงยางอนามัยความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แม้ฝ่ายชายจะไม่หลั่งน้ำอสุจิก็ตาม
  • การมีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ปาก (oral sex) โดยไม่มีการป้องกันก็มีความเสี่ยง
  • การแพร่เชื้อจากแม่ไปสู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และการให้นมบุตร จะมีอัตราการเสี่ยงที่ลูกอาจติดเชื้อ HIV จากแม่สูงมาก
  • การเสพสารเสพติดและการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดร่วมกับผู้อื่นมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงมาก
  • การบำบัดรักษาทางการแพทย์ การขลิบอวัยวะเพศ และการสัก มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV สูงมาก หากใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและใช้ร่วมกันหลายคน เพราะเชื้อนิ้ีสามารถติดต่อได้ทางเลือด รวมทั้งการรับเลือดที่ไม่มีการตรวจหาเชื้อ HIV จากผู้ให้ก่อนก็มีความเสี่ยงเช่นกัน



กิจกรรมดังต่อไปนี้ไม่ทำให้ติด HIV

  • การใช้ห้องน้ำหรืออ่างล้างมือร่วมกัน
  • การสัมผัส จับมือ ลูบไล้ และโอบกอด
  • การใช้สระว่ายน้ำ หรือห้องอบไอน้ำ (Sauna) ร่วมกัน
  • การรับประทานอาหาร หรือใช้ภาชนะร่วมกัน (เช่น ใช้จาน ชาม ช้อน ส้อม หรือแก้วน้ำ)
  • การไอและจาม
  • แมลงกัดต่อย

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า กิจวัตรประจำวันดังกล่าวไม่ทำให้คุณติดเชื้อ HIV ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวการอยู่ร่วมกลุ่มกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ และไม่จำเป็นต้องกีดกันพวกเขาออกจากสังคม

 

 

 

แหล่งข้อมูล: http://www.migesplus.ch

 

การป้องกัน

 

ส่วนใหญ่แล้ว การติดเชื้อเอชไอวีเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งอาจไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายได้ 100% แต่คุณสามารถป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยหรือลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ด้วยเคล็ดลับและเทคนิคต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

ถุงยางอนามัยชาย

หนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือถุงยางอนามัยชาย ซึ่งมีวิธีการใช้งานที่ง่ายและหาซื้อได้ในราคาถูก ข้อดีคือถุงยางอนามัยมีรูปทรง ขนาด พื้นผิว และกลิ่นหลากหลายรูปแบบให้เลือก หากคุณหรือคู่ไม่ชอบถุงยางอนามัยประเภทใดก็สามารถเปลี่ยนไปลองใช้ประเภทอื่นได้

คำเตือน: ควรใช้ก่อนวันหมดอายุ หากเลยกำหนดวันหมดอายุให้ทิ้ง, อย่าเก็บถุงยางอนามัยให้โดนแสงแดด หรือในสถานที่ร้อนจัด / เย็นจัด

วิธีการใส่ถุงยางอนามัย:

  1. ตรวจดูวันหมดอายุก่อน
  2. ฉีกซองถุงยางอนามัย (อย่าใช้ฟัน เพราะถุงยางอนามัยอาจฉีกขาดได้)
  3. ทำให้องคชาติแข็งตัว ซื่งจะทำให้ถุงยางอนามัยจะรูดได้ง่ายขึ้น
  4. วางบนถุงยางอนามัยบนมือให้ถูกด้าน แล้วสวมครอบลงบนองคชาติโดยใช้นิ้วมือรูดในทิศทางจากปลายองคชาติลงไป (ถ้ารูดยากให้คลี่ถุงยางอนามัยให้ขยายขนาดมากกว่าองคชาติ)
  5. บีบไล่อากาศให้ออกจากส่วนบนสุดของถุงยาง
  6. สามารถใส่สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำ (ล้างออกง่าย, ไม่เป็นคราบ) และซิลิกอน (เพื่อความปลอดภัย ควรมีส่วนผสมที่ทำมาจากยางธรรมชาติ)

วิธีการถอดถุงยางอนามัย:

  1. เมื่อเสร็จภารกิจและมีการหลั่งน้ำอสุจิเรียบร้อยแล้ว ต้องรีบใช้นิ้วมือบีบรัดถุงยางอนามัยให้แนบกับโคนอวัยวะเพศ (เพื่อป้องกันน้ำอสุจิหกหรือไหลย้อนออกมา)
  2. สิ้นสุดกระบวนการร่วมเพศแล้วก็สามารถรูดถุงยางอนามัยออกได้
  3. ให้ผูกมัดถุงยางที่ปากถุงเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกมา
  4. ทิ้งถุงยางอนามัยลงในถังขยะ

ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางอนามัยหญิง ที่เรียกว่า ถุงยางอนามัยแบบสอด (Insertive Condom) ได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ในช่องคลอด ทำจากโพลียูรีเทนที่ทำหน้าที่เหมือนซับหลวมๆ ภายในช่องคลอด แต่หากตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงในการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็ควรตรวจสอบให้บ่อยครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าถุงยางอนามัยจะไม่ลื่นหลุดเข้าไปในลำไส้ตรง

*ถุงยางอนามัยชายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

เคล็ดลับ: ไม่ควรใช้ถุงยางอนามัยชายและหญิงในเวลาเดียวกัน เพราะจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการลื่นหลุดหรือฉีกขาด

 

 วิธีการใส่ถุงยางอนามัยแบบสอด:

  1. บีบวงแหวนภายใน และกดเบาๆ โดยใช้นิ้วหรือผ้าอนามัยแบบสอด (a tampon) ช่วยในการสอดใส่เข้าไปภายในช่องคลอด
  2. สอดถุงยางอนามัยเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ (วงแหวนจะหยุดที่ปากมดลูก และไม่สามารถผ่านไปเข้าสู่ร่างกาย)
  3. วงแหวนภายนอกจะอยู่ภายนอกอยู่นอกช่อง และครอบคคลอดและครอบปากช่องคลอด

 

วิธีการถอดถุงยางอนามัยแบบสอด:

หลังจากหลั่งเรียบร้อย ให้บีบ และบิดวงแหวนภายนอกของถุงยางอนามัย จากนั้นจึงนำออกจากช่องคลอดก่อนที่จะลุกขึ้นยืน โดยระมัดระวังไม่ให้มีการรั่วไหลของของเหลว (น้ำอสุจิ) ภายใน

เทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันเชื้อเอชไอวี

ยาเพร็พ หรือ ยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัส Pre- Exposure Prophylaxis (PrEP)

เป็นวิธีการป้องกันการติดเชื้อแบบใหม่สำหรับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง ยาเพร็พช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงที่มีภาวะเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อเอชไอวีผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้เข็มฉีดยา

ยาเป๊ป หรือ ยาต้านไวรัสหลังการสัมผัส Post-Exposure Prophylaxis (PEP)

เป็นยาต้านเชื้อที่ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่ตัวเชื้อจะกระจายตัวในร่างกาย ตัวยาประกอบด้วยยาต้านไวรัส 2-3 ชนิด ควรรับประทานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้หลังจากที่คุณได้รับเชื้อเอชไอวี (เพื่อให้มีประสิทธิภาพควรเริ่มทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ) และควรจะรับประทานให้ครบ 28 วัน

การฉีดยาอย่างปลอดภัย

เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เมื่อมีการฉีดยาก็ควรใช้เข็มใหม่และแท่นเจาะที่สะอาดทุกครั้ง หลังจากที่คุณใช้เข็มฉีดยาแล้ว ควรจัดเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ขวดน้ำพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวคุณหรือผู้อื่นได้สัมผัสและรับบาดเจ็บ

 

แหล่งข้อมูล: www.hivcl.org, www.plannedparenthood.org, www.cdc.gov

การรักษา

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อวางแผนการรักษา ซึ่งเชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยเริ่มทำลายเซลล์ CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะเกิดการติดเชื้อ และการรักษาโดยการให้ยาต้านไวรัสนั้นก็เป็นเพียงการหยุดหรือทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวลดลงจนไม่อาจลุกลามกลายเป็นโรคเอดส์

 

ข้อมูลที่จะนำเสนอต่อไปนี้จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเพื่อวางแผนในการรักษา

เลือกแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษา

ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จคือแพทย์ผู้รักษาและโรงพยาบาล ทีมงานทางการแพทย์ตะต้องมีคุณภาพ และต้องเข้าใจปัญหาที่ผู้ป่วยกำลังประสบอยู่ทุกวัน อีกทั้งยังต้องวางแผนการรักษา ให้ความรู้เรื่องการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ และป้องกันผู้อื่นไม่ให้ได้รับเชื้อจากตัวผู้ป่วย

ผู้ที่ติดเชื้อมักจะมีปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาทางด้านจิตใจ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษากับทีมงานที่รักษาได้ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน

 

เข้าใจหลักการรักษา

เชื้อ HIV จะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ซึ่งเชื้อนั้นจะถูกสร้างโดย CD4 Cell  เมื่อเชื้อมีปริมาณมากเซลล์ CD4 Cell ก็จะต่ำ จึงควรเริ่มการรักษาก่อนที่ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลาย

และนอกจากดูจำนวน CD4 Cell  แล้วก็ยังต้องดู viral load หรือปริมาณเชื้อที่อยูในกระแสเลือดด้วย หากพบ viral load มาก เชื้อในร่างกายก็จะมาก อวัยวะก็จะถูกทำลายมากและเร็ว ที่สำคัญคืออาจเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้ง่าย ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาคือจะต้องทำให้ปริมาณเชื้อ (viral load) ในร่างกายมีน้อยที่สุด

การรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา โปรดจำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพัง ให้ปรึกษาแพทย์เสมอ เพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยา

 

การเลือกใช้ยารักษา

การจะเลือกใช้ยารักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ปริมาณเซลล์ CD4 และปริมาณเชื้อ HIV ( viral load )
  • ประวัติการรักษาโรคติดเชื้อ HIV
  • ปริมาณยาที่ใช้และราคายา
  • ผลข้างเคียงของยา
  • การออกฤทธิ์ต้านกันของยาที่ใช้ร่วมกัน

 

เมื่อไรถึงจะเริ่มรักษา

ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นเหมือนกันว่าจะเริ่มรักษาโรคต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคเอดส์ นั่นคือเซลล์ CD4 ลดลง และมีปริมาณเชื้อมาก (viral load) การรักษาผู้ป่วยจะแยกเป็นกรณีที่แตกต่างกันไป ดังเช่น

กรณีการรักษาผู้ป่วยหลังสัมผัสโรคติดเชื้อ HIV ( Post-Exposure Prophylaxis ) ควรทำภายใน 72 ชั่วโมง เช่น การที่เจ้าหน้าที่ถูกเข็มตำขณะทำงานโดยที่เข็มนั้นเปื้อนเลือดผู้ป่วย HIV… หลังสัมผัสเชื้อทันทีจะไม่สามารถใช้วิธีการเจาะเลือดหา viral load หรือ antigen หรือ antibody ได้ เพราะจะยังหาไม่พบ

การให้ยาแก่คนที่สัมผัสโรคจะสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ในกรณีของผู้ที่ร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อ HIV หรือไม่ ยังไม่มีรายงานว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากแค่ไหน ดังนั้นผู้ที่สัมผัสโรคต้องปรึกษากับแพทย์ก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการใช้ยา หากต้องใช้จะเป็นเวลานานแค่ไหน และผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง

กรณี Primary Infection หมายถึง ภาวะตั้งแต่เริ่มได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นจนสามารถตรวจพบได้ ช่วงระยะนี้มีเวลาประมาณ 12-20 สัปดาห์ หากพบผู้ป่วยในระยะนี้ต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่าให้รับประทานตลอดชีวิต แต่บางท่านแนะนำให้รับประทานยา 24 เดือนแล้วลองหยุดยา

กรณี ผู้ที่ติดเชื้อ HIV โดยที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic Patients with Established Infection ) การรักษาผู้ที่ติดเชื้อซึ่งไม่มีอาการยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะมีประโยชน์หรือไม่

เป็นต้น

 

การรักษา

ก่อนการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อในหลายแง่มุม รวมทั้งการระยะและอาการของโรค การดื้อยา ผลข้างเคียงของยา ราคายา การติดเชื้อฉวยโอกาส และเมื่อตัดสินใจรักษาแล้ว แพทย์จะจ่ายยาที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อป้องกันการดื้อยา ผู้ป่วยต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษา เพราะการขาดยาแม้เพียงมื้อใดมื้อหนึ่ง ก็จะทำให้ระดับยาในเลือดลดลง ซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้ ผู้ป่วยต้องปรึกษากับแพทย์ถึงราคายาเนื่องจากขณะนี้ราคายังแพงอยู่

 

เป้าหมายในการรักษา

เชื้อ HIV เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIV จะทำให้เชื้อหยุดหรือชะลอการดำเนินของโรคเอดส์ โดยมีเป้าหมายในการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ดังนี้

  • เพื่อยืดอายุและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว
  • หยุดการแบ่งตัวของไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด(น้อยกว่า 50) และนานที่สุด
  • สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด
  • ลดผลข้างเคียงของยา

ข้อสำคัญคือผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะยาวโดยที่ไม่เกิดอาการ ทั้งที่ยังไม่ได้รักษา ดังนั้นผู้ป่วยบางรายยังไม่จำเป็นต้องรีบรักษาก็ได้ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์

 

การติดตามการรักษา

หลังการรักษาด้วยยาต้านไวรัส HIV เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นแพทย์อาจจะนัดตรวจทุก 3-6 เดือน เพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้

  • ดูประสิทธิผลของยา หากได้ผลดี CD4-T และ viral load ควรจะอยู่ในเกณฑ์ดี
  • ผลข้างเคียงของยา และปัญหาเกี่ยวกับผู้ป่วย
  • ดูการดำเนินของโรคว่าเชื้อกลายไปเป็นโรคเอดส์หรือยัง
  • ดูว่ามีโรคฉวยโอกาสเกิดขึ้นหรือยัง
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป

 

แหล่งข้อมูล: www.siamhealth.net

ยาเพร็ป

 

ยาเพร็ป คืออะไร?

เพร็ป (PrEP) ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxis เป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่มีความเสี่ยงสูง

 

 

เพร็ป คือ สูตรยาต้านไวรัสที่ให้ทานเป็นประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติด เชื้อเอชไอวี ถ้าเขาไปรับเชื้อมา ทุกวันนี้ เพร็ป ให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากในกลุ่มชายรักชาย และสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สูตรยานี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใน การลดการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ในกลุ่มชายหญิงทั่วไป และในกลุ่มผู้ใช้เข็มฉีดยาเสพติด

การกินยา PrEP เป็นวิธีการป้องกันเชื้อเอชไอวีอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิผลสูง และมีความปลอดภัยมากหากมีการกินอย่างถูกวิธีและมารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ ทางคลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย จึงได้เริ่มเปิดให้บริการ “PrEP-30” ขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้มารับบริการที่คลินิกนิรนามสามารถประเมินลักษณะพฤติกรรมเสี่ยงของตนเองได้ว่าเหมาะสมกับการเลือก PrEP มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันเชื้อเอชไอวีของตนเองหรือไม่ โดยช่วยประเมินความพร้อมของร่างกายเมื่อจะเริ่มใช้ PrEP และจ่ายยา PrEP โดยเน้นความสำคัญของการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องกลับมาตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีเป็นประจำอย่างน้อยทุก 3 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบริการที่เลือกใช้ยา PrEP มีความเข้าใจและตั้งใจจะใช้อย่างจริงจัง คอยเฝ้าระวังผลข้างเคียง และหากพบว่าติดเชื้อเอชไอวีขึ้นมาก็จะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย

 

 

เนื่องจากบริการ PrEP ยังไม่ได้ถูกรวมอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพต่างๆ ของประเทศไทย บริการ “PrEP-30” นี้ จึงเป็นบริการที่ผู้รับบริการต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมค่ายา และค่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 30 บาทต่อวัน หรือ 900 บาทต่อเดือน

 

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 National Institures of Health (NIH) หรือสถาบันวิจัยสุขภาพ ได้ประกาศผลการวิจัยว่า ในการจ่ายยาต้านไวรัสนั้น สามารถป้องกันเอชไอวีด้วยได้หรือไม่ ผลปรากฎว่า ยาทานที่หลายคนรู้จักในนาม ทรูวาด้า (Truvada) ให้ผลโดยเฉลี่ยถึง 44% ในการเพิ่มการป้องกันเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายรักชาย และสาวประเภทสอง ที่ได้รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน ควบคู่ไปกับตรวจเลือด และใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์วิธีอื่นโดยป้องกัน

 

การศึกษายังอยู่ในระหว่างงานวิจัยว่ายาต้านจะสามารถใช้ได้ผลในกลุ่มชายหญิง และผู้ใช้ยาหรือไม่ โดยผลปรากฎว่า การรับประทานยาทรูวาด้า สำหรับผู้หญิง ที่ออกมาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 นั้น ยังไม่ปรากฏผลงานวิจัยออกมา

 

สรุปคือทุกวันนี้ยาเพร็ป ให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากในกลุ่มชายรักชาย และสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สูตรยานี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยว่ามีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ในกลุ่มชายหญิงทั่วไป และในกลุ่มผู้ใช้เข็มฉีดยาเสพติด

 

กองควบคุมโรค หรือ CDC เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนานโยบายในการให้บริการการรับประทานยาเพร็ป แต่ในขณะที่ยังรอการอนุมัติอยู่นั้น กองควบคุมโรคได้พัฒนาวิธีการจ่ายยาเพร็ปสำหรับป้องกันเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายรักชายที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว นอกจากนี้กองควบคุมโรคในสหรัฐอเมริกา ยังออกคำแนะนำให้กลุ่มชายรักชาย ดังนี้

 

  1. ณ ปัจจุบัน ยาเพร็ปให้ผลในการลดการติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มชายรักชาย หรือไบเซ็กช่วล และสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลรองรับถึงประสิทธิภาพสำหรับชายหญิง และผู้ใช้ยาเสพติด
  1. ควรใช้ในกลุ่มบุคคลที่ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ไม่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น โดยเริ่มจากการตรวจเชื้อเอชไอวีในขั้นตอนแรกของการรับบริการ และทำการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีความสำคัญมากที่ผู้ใช้ยาเพร็ปทุกท่านจะต้องดูแลและประเมินสุขภาพ เพราะการทานยาอาจมีผลข้างเคียง
  1. ผู้ที่รับประทานยาเพร็ป ไม่ควรมองว่านี่เป็นวิธีแรกที่จะป้องกันเชื้อเอชไอวี แต่ให้มองว่าเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เมื่อทานควบคู่ไปกับการตรวจเชื้ออย่างสม่ำเสมอ และการป้องกันวิธีอื่นๆ ด้วย ดังนั้นกลุ่มชายรักชายจะยังคงต้อง:

3.1 ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

3.2 ตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบถึงสภาพร่างกายของตัวเอง

3.3 ตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ

3.4 รับข้อมูลและคำแนะนำของการรับประทานยาทุกครั้ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันและการใช้ยาเสพติด

3.5 ลดจำนวนคู่นอนลง

3.6 การรับประทานยาเพร็ปเป็นประจำทุกวันสำคัญมาก เพราะงานวิจัยระบุว่ายาเพร็ปให้ผลในการป้องกันในระดับที่สูงในกลุ่มที่ทานเป็นประจำ
แต่การป้องกันจะไม่ได้ผลในกลุ่มที่ไม่ทายาอย่างต่อเนื่อง

3.7 รับประทานยาเพร็ปควบคู่ไปกับการรับคำปรึกษาเรื่องสุขภาพ การตรวจเอชไอวี และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

3.8 ผู้ใดที่คิดว่าตัวเองควรได้รับประทานยาเพร็ปควรปรึกษาแพทย์

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล: www.adamslove.org/

PEP (เป๊ป)

 

PEP (Post -Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสที่ช่วยลดโอกาสในการสร้างไวรัสเอชไอวีในร่างกายหลังจากที่ร่างกายได้รับการสัมผัสเชื้อเอชไอวีมาจากหลายรูปแบบ อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรืออุบัติเหตุจากการโดนเข็มฉีดยาตำ เป็นต้น

ยาเป๊ป เป็นสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ประกอบไปด้วยตัวยา 2-3 ชนิด โดยจะเข้าไปช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของสารพันธุกรรมในเชื้อ และยับยั้งการกลายเป็นตัวไวรัสที่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันก่อนจะแพร่กระจายในร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานยาให้เร็วที่สุด และต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมงภายหลังจากที่ร่างกายได้รับการสัมผัสกับเชื้อเอชไอวี เพราะการรับประทานหลังจากเวลาดังกล่าวจะทำให้ขาดประสิทธิภาพในการรักษา

ข้อสำคัญคือยาเป๊ปยังต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน และต้องทานยาต้านไวรัสเหมือนกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีประกอบกันไปอีก 2-3 ชนิด ทั้งนี้อาจมีผลข้างเคียงโดยเกิดอาการท้องเสีย ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอิดโรย ซึ่งผลข้างเคียงอาจมีอาการรุนแรงในบางรายจนจำเป็นต้องหยุดยา อย่างไรก็ตามหากใช้แล้วเกิดผลข้างเคียงรุนแรงควรปรึกษาแพทย์

 

ขณะที่มีการวิจัยระบุว่าการทานยาเป๊ปนั้นมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีในบางรายที่ล้มเหลว ซึ่งความล้มเหลวนี้ เกิดจากการได้รับยาเป๊ปช้าเกินกว่าเวลาที่กำหนด หรือระดับของเชื้อไวรัสที่ได้รับมามีสูงมาก หรืออาจเป็นทั้งสองกรณีรวมกัน

อย่างไรก็ดีเรื่องของระยะเวลาและระดับของเชื้อไวรัสก็ขึ้นอยู่กับการให้ข้อมูลของผู้ป่วยเช่นเดียวกัน ยาเป็ปสามารถเข้าไปช่วยลดความไวในการสร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้การตรวจผลออกมาเป็นลบ หรือไม่พบเชื้อเอชไอวีในร่างกายนั่นเอง โดยแพทย์จะให้คำแนะนำแก่คนไข้ที่ได้รับยา และให้มาทำการตรวจหาเชื้อเอชไอวีอีกครั้งเมื่อทานครบสูตรแล้ว และหลังจากนั้นอีก 3-6 เดือนจึงค่อยมาตรวจอีกครั้ง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การรับประทานยา เป็ป จะมีผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย ปวดหัว อิดโรย คลื่นไส้ และอาเจียน ดังนั้นคนไข้จึงควรทำความเข้าใจว่าหากผลข้างเคียงไม่รุนแรงมากก็ควรรับประทานยาให้ครบเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการรับสรุปที่แน่นอนว่าการทานเป๊ปจะให้ผลได้ 100% หากไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว ดังนั้น การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่า

 

แหล่งข้อมูล: http://www.adamslove.org/

ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น

ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิด ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในขณะร่วมเพศ มีทั้งแบบสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายใช้โดยสวมครอบอวัยวะเพศชายที่กำลังแข็งตัวในขณะร่วมเพศ เมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิแล้ว น้ำอสุจิจะถูกเก็บไว้ในถุงยางอนามัย ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น ซิฟิลิส หนองใน และ เอดส์ได้อีกด้วย

 

ถุงยางอนามัย ทำมาจากอะไร?

ถุงยางอนามัยในสมัยก่อนเคยทำจากหนังธรรมชาติ เช่นหนังแกะและยางพารา แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะทำมาจากลาเท็กซ์หรือโพลียูรีเทน

ลาเท็กซ์ คือวัสดุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการทำถุงยางอนามัย เพราะเชื้อไวรัสไม่สามารถผ่านทะลุไปได้ และราคาถูก หาซื้อง่าย ทว่ามีข้อเสียคือน้ำมันอาจทำให้ถุงยางฉีกขาดได้ และหลายคนอาจเกิดอาการแพ้

โพลียูรีเทน คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้ลาเท็กซ์ ในท้องตลาดมีอยู่ยี่ห้อหนึ่งวางขาย ทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

 

 

เจลหล่อลื่น

เจลหล่อลื่นเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในถุงยางอนามัยที่มีความแตกต่างหลากหลาย เพราะบางครั้งถุงยางอนามัยก็ไม่มีเจลหล่อลื่น หรือบางครั้งก็ใช้ซิลิโคนเคลือบแทน บางครั้งอาจเป็นถุงยางอนามัยที่ใช้น้ำเป็นตัวหล่อลื่น วัตถุประสงค์ของสารหล่อลื่น คือทำให้ถุงยางมีความลื่นและง่ายต่อการใช้ อีกทั้งป้องกันไม่ให้ถุงยางฉีกขาดด้วย

 

ข้อควรรู้ก่อนออกศึก

ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันการสัมผัสโดยตรงระหว่างองคชาติ ปาก ช่องคลอด หรือช่องทวารหนักได้ แต่หากใช้ไม่ถูกต้องถุงยางอนามัยจะใช้ไม่ได้ผลหรือไม่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีได้เลย

  • ก่อนอื่นต้องเก็บถุงยางอนามัยให้ห่างจากความร้อนจัดหรือเย็นจัด ระวังอย่าเก็บในช่องเก็บของหน้ารถ
  • ตรวจดูวันหมดอายุ อย่าเสี่ยงใช้ถุงยางอนามัยที่หมดอายุเด็ดขาด
  • อย่าใช้ฟันฉีกแพ็คถุงยุงอนามัย และให้ระวังเล็บ หรือเครื่องประดับไปเกี่ยวถุงยางอนามัยขาด
  • ให้ใช้ถุงยางอนามัยใหม่ทุกครั้ง ห้ามใช้ซ้ำ
  • เช็คถุงยางในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรู้สึกแปลกๆ จะต้องมั่นใจว่าถุงยางยังอยู่และไม่ฉีกขาด
  • อย่าใช้ถุงยางอนามัยพร้อมกันสองคนในขณะเดียวกัน
  • ใช้เฉพาะสารหล่อลื่นชนิดน้ำกับถุงยางอนามัยแบบลาเท็กซ์ ห้ามใช้น้ำมัน แม้แต่ครีม วาสลีน เบบี้ออยล์ ก็อาจทำให้ถุงยางอนามัยปริแตกได้
  • ไม่ควรใช้ถุงยางอนามัยที่ผสมสารหล่อลื่น สำหรับออรัลเซ็กซ์
  • อย่าทิ้งถุงยางอนามัยในชักโครก เพราะอาจทำให้อุดตันได้

 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับถุงยางอนามัย

"ถุงยางอนามัย ใช้ไม่ได้ผลหรอก" จริงๆ แล้ว จากการศึกษาพบว่า 80% - 97% ถุงยางอนามัยสามารป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีได้ ถ้าใช้อย่างถูกต้องทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

"ถุงยางแตกตลอด!" จริงๆ แล้ว มีเพียง 2% เท่านั้น ที่ถุงยางอนามัยจะแตกได้หากใช้ถูกวิธี อย่าลืมว่าห้ามใช้น้ำมันกับถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์, ไม่สวมถุงยางอนามัยสองชั้น และไม่ใช้ถุงยางอนามัยที่หมดอายุ

"เชื้อเอชไอวีลอดผ่านถุงยางได้" จริงๆ แล้ว เชื้อเอชไอวีไม่สามารถลอดผ่านถุงยางอนามัยลาเท็กซ์หรือโพลียูรีเทนได้ แต่อย่าใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากหนังแกะ

เมื่อเราใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีแล้วจะรู้ว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพราะถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการสัมผัสโดยตรงทางปาก ช่องคลอด และทวารหนัก นอกจากนี้ยังป้องกันองคชาติให้สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งด้วย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้

 

แหล่งข้อมูล: www.adamslove.org/

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คืออะไร และเกี่ยวข้องกับเชื้อ HIV อย่างไร?

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ STD (Sexually Transmitted Disease) หมายถึง โรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง โดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีดังนี้:

 

  • HIV (Human Immunodeficiency Virus)

 

เป็นไวรัสสาเหตุของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์

 

  • หนองในเทียม (Chlamydia)

 

เป็นการอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดเชื้อโรคซึ่งไม่ใช่หนองในแท้ (Gonococcal Urethritis) สำหรับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียมที่พบบ่อยที่สุดคือ Chlamydia trachomatis คนไทยจะรู้จักกันในชื่อ “ฝีมะม่วง” ซึ่งหมายถึงต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอักเสบจากการติดเชื้อ เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มาด้วยก้อนที่ขาหนีบและปวด หรือที่ชาวบ้านเรียก “ไข่ดันบวม” ก็เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis นี่เอง

 

  • โรคติดเชื้อทริโคโมนาส (Trichomoniasis / Trich)

โรคติดเชื้อทริโคโมนาสเป็นโรคติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่ง ปกติแล้วมักอาศัยอยู่ในช่องคลอด แต่ก็พบเชื้อนี้อาศัยอยู่ในท่อปัสสาวะ (องคชาติ) ของผู้ชายเช่นกัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อจะไม่มีอาการใดๆ แต่บางคนอาจตกขาวสีเหลือง มีลักษณะเป็นฟอง มีอาการคันที่อวัยวะเพศหรือเจ็บบริเวณแคมของช่องคลอด ส่วนผู้ชายมักจะไม่มีอาการ แต่อาจทําให้ปัสสาวะขัดได้ โรคติดเชื้อทริโคโมนาสติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธุ์ทางช่องคลอดกับผู้ที่เป็นโรคโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

 

  • โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)

 

เป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoea เชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะเยื่อเมือก mucous membrance เช่น

  • เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ, ช่องคลอด, ปากมดลูก และเยื่อบุมดลูก
  • ท่อรังไข่
  • ทวารหนัก
  • เยื่อบุตา
  • ปาก และคอ

 

  • โรคหงอนไก่ (Human papilloma virus / HPV)

 

HPV เป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อย คนส่วนใหญ่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนี้ โดยเฉลี่ยไวรัสนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ และมากกว่า 30 สายพันธุ์เกิดบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. ความเสี่ยงต่ำ: อาจทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ ที่เรียกว่า condyolma หูดหงอนไก่
  2. ความเสี่ยงสูง: อีกประมาณ 13 ประเภทที่เป็นชนิดความเสี่ยงสูง สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและทวารหนัก

บางคนที่ติดเชื้อ HPV โดยไม่มีอาการแสดงออกของโรคและหายไปเอง แสดงว่าเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก โดยทั่วไป HPV จะติดต่อกันโดยการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ บริเวณหูด หรือส่วนที่ติดเชื้อไวรัส เป็นส่วนน้อยที่ติดต่อกันจากการร่วมเพศทางปาก ซึ่งยังไม่มีผลยืนยันว่าการสัมผัสของนิ้วมือหรือวัตถุที่ติดเชื้อไวรัสจะสามารถส่งต่อเชื้อได้ ส่วนยารักษาในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาที่ใช้ฆ่าเชื้อไวรัส HPV ได้ แต่ยาสามารถรักษาอาการของหูดได้

 

  • เริม (Genital herpes)

 

เริม คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่มาจากเชื้อ herpes simplex virus type 1 (HSV-1) หรือ type 2 (HSV-2) ที่พบเห็นส่วนมากมักจะเป็นชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อเริมที่ผิวหนัง ริมฝีปาก และอวัยวะเพศ อาจลามติดเชื้อไปที่ส่วนอื่นของร่างกายและทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ลักษณะผื่นของโรค herpes จะเหมือนกันไม่ว่าเกิดที่ไหน จะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ บนผิวหนังที่อักเสบสีแดง

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายและอยู่ในชั้นของผิวหนัง เชื้อจะแบ่งตัวทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมเป็นตุ่มน้ำและเกิดการอักเสบ หลังจากนั้นเชื้อจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ปมประสาท ganglia เป็นเวลานานโดยที่ไม่มีการแบ่งตัว แต่หากปัจจัยแวดล้อมเหมาะสมเชื้อก็อาจเกิดการแบ่งตัวได้ และทำให้เกิดอาการเป็นซ้ำ

ผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปากจะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 20-40 สำหรับเริมที่อวัยวะเพศจะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 80

ปัจจัยที่กระตุ้นยังไม่แน่ชัด เชื่อว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับแสงแดด ไข้ การมีประจำเดือน ความเครียด การเป็นซ้ำจะมีอาการน้อยกว่า และหายเร็วกว่าการเป็นครั้งแรก

 

  • ซิฟิลิส (Syphilis)

 

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือดและไปจับตามอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดโรคตามอวัยวะ

 

  • โรคไวรัสตับอักเสบบี

 

โรคตับอักเสบบี เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื้อไวรัสจะบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ ซึ่งผู้ที่มีเชื้ออาจไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับ ส่งผลก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายตับ

 

  • โรคไวรัสตับอักเสบซี

 

ไวรัสตับอักเสบซี แพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยประมาณประมาณ 1-2% ของคนที่มาบริจาคเลือด หลังเป็นตับอักเสบแล้วก็มีแนวโน้มเกิดเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

20% ของผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังชนิดซี จะเป็นตับแข็งภายใน 10-20 ปี บางส่วนกลายเป็นมะเร็งตับ

 

 

แหล่งข้อมูล: www.adamslove.org

คำถามที่ถามบ่อย

การติดต่อทางสังคม (Social Contact)


กินข้าวร่วมกัน กินน้ำแก้วเดียวกัน เข้าห้องน้ำเดียวกัน เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ไหม?
ไม่เสี่ยง เพราะโรคเอดส์ไม่ติดต่อทางน้ำลาย

ใช้มีดโกนอันเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ HIV จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไหม?
ไม่เสี่ยง แต่ถ้ามีดโกนมีเลือดติดอยู่เต็มมีดแล้วนำมาใช้ต่อทันที และเกิดบาดมีแผลเลือดออกก็อาจมีโอกาสเสี่ยง

อยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วย จะติดเชื้อ HIV ไหม?
ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยก็ไม่ติด หากเพียงอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือหรือถูกเนื้อต้องตัวตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือซักเสื้อผ้าร่วมกันก็ไม่มีโอกาสติดเชื้อ

ใช้ห้องน้ำร่วมกับคนมีเชื้อ HIV จะติดไหม?
อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อเอชไอวีโดยตรงทีเดียว

กินอาหารร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์ จะติดไหม?
ไม่ติด เพราะน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ และถ้าเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการทำให้เกิดความร้อนยิ่งทำให้เชื้อเอชไอวีตายเร็วขึ้น แม้เชื้อเอชไอวีจะลงสู่กระเพาะก็จะโดนกรดในกระเพาะทำลายไป ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีคนติดเชื้อเอชไอวีโดยวิธีนี้ แต่หากกังวลมากแนะนำว่าให้ใช้ช้อนกลาง

ยุงกัด สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อไหม?
ยุงไม่ใช่พาหะที่สามารถนำเชื้อเอชไอวีได้เหมือนที่ยุงลายนำเชื้อไข้เลือดออก หรือยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย นอกจากนี้เชื้อเอชไอวีเองก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้นาน เมื่อยุงดูดเลือดคนที่มีเชื้อเอชไอวีไปแล้วไม่นานตัวเชื้อจะตายอยู่ในกระเพาะยุง หากยุงไปกัดคนอื่นก็ย่อมไม่ติดต่อ อีกอย่างเชื้อเอชไอวีไม่สามารถแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตในกระเพาะยุงได้ จึงไม่สามารถเล็ดลอดไปสู่น้ำลายยุง ดังนั้นการติดต่อโดยยุงไม่สามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน
แล้วปากยุงที่เพิ่งกัดคนมีเลือดเอชไอวีบวกล่ะ? ข้อนั้นไม่ต้องห่วงเพราะปากยุงมักไม่มีเลือดติดอยู่หรือ หากมีก็น้อยมาก ไม่เหมือนเข็มฉีดยาที่อาจมีเลือดติดซ่อนอยู่ได้ ดังนั้นถึงแม้จะกัดคนหลายคนก็ไม่ติดต่อกัน

เอชไอวี กับเพศสัมพันธ์ (HIV and Sex)
ระหว่างการร่วมเพศแบบชายกับชาย หรือ ชายกับหญิง แบบไหนเสี่ยงติดเชื้อ HIV มากกว่ากัน?
ชายรักชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากทวารหนักไม่ใช่ช่องทางธรรมชาติเหมือนกับช่องคลอดที่มีความยืดหยุ่นกว่า เมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงอาจทำให้ทวารหนักฉีกขาดหรือมีบาดแผล จึงอาจเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าได้

หากต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ต้องทำอย่างไร?
การที่จะทราบได้ว่าตัวเรานั้นติดเอดส์หรือไม่ มีเพียงวิธีการเดียว คือ การตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถตรวจพบได้หลังจากติดเชื้อไป 3-6 เดือน

การมีพฤติกรรมสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยมือจะมีโอกาสติดเชื้อไหม?
การมีพฤติกรรมทางเพศกับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ด้วยมือ หรือมีการสัมผัสกับน้ำคัดหลั่ง เชื้อไม่สามารถติดต่อมาสู่เราได้ เว้นแต่ว่าจุดสัมผัสจะมีบาดแผล

หากมีน้ำคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายทางปากขณะมีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสติดเชื้อไหม?
มี น้ำคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อจะมีปริมาณเชื้อมาก หากมีการเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใดย่อมมีโอกาสที่เชื้อจะแทรกซึมผ่านเนื้อเยื่อเข้าสู่ระบบเลือดได้ง่าย

พ่อเป็นเอดส์แต่แม่ไม่เป็น ลูกจะเป็นไหม?
ไม่เป็น ลูกที่ติดเชื้อเอชไอวีจะต้องติดจากแม่เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะเชื้ออสุจิจากพ่อไม่มีเชื้อเอชไอวี (ยกเว้นน้ำอสุจิ)

ตรวจรักษาเอชไอวีเร็ว ดีอย่างไร?
ไม่ป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนของเอชไอวีเพราะ CD4 ไม่ต่ำ ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายน้อยลง มีภูมิต้านทานดีขึ้น และผู้ติดเชื้อจะไม่ป่วย หรือเสียชีวิตจากโรคเอดส์ แต่อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

ตรวจหาเชื้อเอชไอวีหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงกี่วันถึงจะมั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอน?
30 วันเป็นต้นไป

ผลการตรวจหาเชื้อ HIV = Non Reactive คืออะไร?
ผลเป็นปกติ ไม่ติดเชื้อ

Anti-HIV กับ NAT อันไหนแม่นยำกว่ากัน?
ความแม่นยำไม่แตกต่างกัน แต่มีความต่างกันตรงที่ NAT สามารถตรวจได้หลังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 5 วันขึ้นไป ส่วน Anti-HIV สามารถตรวจได้หลังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 14 วันขึ้นไป

ยาต้านไวรัสเอดส์ช่วยได้อย่างไรบ้าง?
เข้าไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี เมื่อเชื้อมีน้อยลง ภูมิต้านทาน (CD4) ก็ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อก็จะไม่ป่วย และไม่เสียชีวิตจากเชื้อเอดส์ เพียงแต่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การกินยาต้านไวรัสเอดส์เร็วมีประโยชน์อย่างไร?
ลดโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อน ลดการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ ลดอัตราการเกิดโรคอื่นๆ เช่น ปอดบวม ฝีตามตัว ลดอัตราการเกิดภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

 

PrEP คือ?
การให้ยาต้านไวรัสกับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นประจำ

ใครควรได้รับ PrEP?
ชายกับชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับคู่นอนที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่ โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันทุกครั้ง
หญิงกับชายที่มีเพศสัมพันธ์แบบรักต่างเพศทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักกับคู่นอนที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่ โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง

PEP คือ?
การกินยาต้านไวรัสเอดส์เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อหลังการสัมผัสเชื้อ โดยกินเฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น โดนเข็มเจาะเลือดตำ หรือถุงยางอนามัยปริแตก เป็นต้น ซึ่งจะต้องกินภายใน 72 ช.ม. หลังจากการสัมผัสเชื้อ สูตรยาต้านจะประกอบไปด้วยยา 2-3 ตัว โดยตัวยาจะเข้าไปช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือไปยับยั้งการกลายเป็นตัวไวรัสที่สมบูรณ์ ดังนั้นถ้าสามารถกินให้เร็วที่สุดหลังการสัมผัสเชื้อ ก็จะมีโอกาสประมาณ 80% ที่จะป้องกันไม่ให้มีเชื้อเพิ่มจำนวนใหม่ แต่อย่างไรก็ตามการกินยาต้านก็มีผลข้างเคียงมาก แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาประเมินความเสี่ยงว่าควรกินหรือไม่